พร้อมส่งผิวสวยแล้ว..วันนี้

4 ปัญหาผิว ที่แม่หลังคลอด ต้องระวัง!

แชร์หน้านี้

4 ปัญหาผิว ที่แม่หลังคลอด ต้องระวัง!

แชร์หน้านี้

ชีวิตคุณแม่แท้จริงแสนลำบาก หลังคลอดลูก เชื่อว่าคุณแม่หลายท่านคงจะโฟกัสกับการเลี้ยงลูก จนอาจละเลยการดูแลตัวเองไป ถึงเวลากลับมาดูแลตัวเอง อย่าปล่อยให้ปัญหาผิวมาบั่นทอนความสวยของคุณแม่หลังคลอดนะคะ เพราะผู้หญิงอย่าหยุดสวย! แต่ปัญหาผิวหลังคลอดที่คุณแม่ต้องเจอนั้น บางปัญหาก็หนักหนาและต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู EVE’S จะแนะนำผลิตภัณฑ์คุณแม่ ให้คุณกลับมาเป็นคุณแม่หลังคลอดที่สวยใส กระชับแต่งตึง กลับมาเป็นคุณแม่ที่สวยแซ่บกันนะคะ

ผิวเป็นสิวง่าย
ช่วงตั้งครรภ์ฮอร์โมนของคุณแม่จะขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นตัวการกระตุ้นให้เกิดสิวบนใบหน้า และถึงแม้จะคลอดแล้วแต่สิวและรอยสิวก็ยังคงอยู่ ฉะนั้นคุณแม่ควรเลือกสกินแคร์ที่ไม่เป็นอันตรายต่อลูกน้อยช่วงให้นม ใช้ คลีนซิ่ง และ เจลล้างหน้าเจจู ทำความสะอาดหน้า เพื่อลดปัญหาสิวและความมัน ไม่ให้อุดตันรูขุมขน

ผิวแห้งขาดน้ำ
2 สัปดาห์หลังคลอด ร่างกายของคุณแม่หลังคลอดจะเจอกับปัญหาขาดน้ำ เพราะมีการขับเอาน้ำที่สะสมในระหว่างตั้งครรภ์ออกไปซึ่งจะทำให้คุณแม่บวมน้ำน้อยลง แต่ก็ส่งผลต่อสุขภาพผิว เกิดปัญหาผิวขาดน้ำตามมา ยิ่งถ้าคุณแม่ดื่มน้ำน้อย ปัญหาผิวขาดน้ำก็จะยิ่งรุนแรงขึ้น วิธีง่าย ๆ ลองสังเกตดูว่าระหว่างวันที่เลี้ยงลูก รู้สึกปากแห้ง ปากแตก ปากลอกเป็นขุย ผิวแห้ง ผิวไม่สดใส ผมขาดหลุดร่วงง่าย น้ำนมออกน้อย หรือไม่ ถ้าใช่! นั่นแปลว่าคุณแม่กำลังเจอปัญหาผิวขาดน้ำอยู่ การแก้ปัญหาก็คือ เติมน้ำให้ผิว โดยให้คุณแม่หลังคลอดดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อทดแทนน้ำในร่างกายที่สูญเสียไป ใช้สกินแคร์ที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิว อย่าง ไบโอมายด์ ที่ผ่านการทดสอบโดยแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญว่าอ่อนโยนต่อผิวคุณแม่ และ อโลแคตตัส แค่นี้ผิวของคุณแม่หลังคลอดก็จะกลับมาสวยเปล่งปลั่งแล้วค่ะ

ผิวแตกลาย
ปัญหาผิวแตกลายต้องบอกว่าเป็นปัญหาที่ทำเอาคุณแม่หลังคลอดหนักอกหนักใจกันมาก จะบอกว่าหนักใจตั้งแต่ตอนตั้งครรภ์เลยก็ว่าได้ เพราะในระหว่างที่ตั้งครรภ์นั้น ผิวจะเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ตามขนาดตัวของทารกในครรภ์ บวกกับน้ำหนักของคุณแม่ตั้งครรภ์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดปัญหาผิวแตกลาย โดยส่วนใหญ่จะพบได้บริเวณหน้าท้องถึง 90% ปัญหาผิวแตกลายนี้ยิ่งรักษาเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี โดยใช้ครีมทาผิวกันท้องแตกลาย อย่าง บูสเตอร์อีฟส์ เป็นประจำตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ เพื่อคืนความชุ่มชื้นให้แก่ผิวบริเวณหน้าท้อง ร่วมกับการดื่มน้ำเปล่า ช่วยฟื้นฟูผิวได้อีกทางหนึ่งนะคะ

ผิวหมองคล้ำ
90% ของคุณแม่ตั้งครรภ์ จะมีสีผิวที่เข้มขึ้น ดูหมองคล้ำกว่าปกติ เช่น บริเวณคอ รักแร้ ต้นขา ผิวหน้าหมองคล้ำ ซึ่งทั้งหมดเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนที่กระตุ้นให้ผิวสีเข้มขึ้น แต่ไม่ต้องกังวลไปค่ะ เพราะหลังคลอดบุตร สีผิวที่หมองคล้ำจะจางลงตามธรรมชาติ แต่จะรอให้ผิวหมองคล้ำจางลงตามธรรมชาติ ก็อาจจะไม่ทันใจคุณแม่หลังคลอด เพราะฉะนั้นหันมาดูแลผิวอย่างต่อเนื่อง เพื่อคืนความกระจ่างใส ซึ่งทำได้หลากหลายวิธี หนึ่งในนั้นคือหลีกเลี่ยงแสงแดดแรง ๆ ที่จะทำให้ผิวหมองคล้ำ ใช้ครีมบำรุงเพื่อปรับสภาพผิว อย่าง บูสเตอร์ สำหรับผิวกาย ช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าสร้างเซลล์ผิวใหม่ให้กับคุณแม่หลังคลอด ส่วนผิวหน้าที่หมองคล้ำ อีฟส์ขอแนะนำ ครีมเจลอีฟส์ กับ เซรั่มรกม้า ค่ะ

#บูสเตอร์อีฟส์ #คนท้องใช้อะไร #คนท้องเป็นสิว #คนท้อง #ท้องแตก #คุณแม่คนสวย #Trickคุณแม่

0

*

*

*

X
วงล้ออีฟส์หมุนปั๊บลุ้นรับโชค

กรุณาทำการ เข้าสู่ระบบ สมาชิกเพื่อลุ้นรับโชค

ออกจากเกม

DNA

1

จุดเริ่มต้นสำคัญเสมอ

“ด้วยความเป็นพี่ สิ่งที่ทำให้ผมมีมากกว่าน้อง ๆ คือ การเป็นผู้นำ การเป็นหัวหน้า และการรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น”

ผมเติบโตมาในครอบครัวใหญ่ที่อบอุ่น และเพราะมีสถานะเป็นพี่ชายคนโตจึงถูกปลูกฝังมาตลอดให้รู้จักเสียสละและแบ่งปัน โดยผู้ใหญ่เป็นฝ่ายทำสิ่งเหล่านี้ให้เด็ก ๆ รุ่นผมได้เห็นและซึมซับความมีน้ำใจต่อกันอยู่ตลอด

หนึ่งในภาพจำติดตาของผมคือการที่มักเห็นผู้ใหญ่ในครอบครัวเสียสละให้ลูก ๆ หลาน ๆ ได้ล้อมวงกินข้าวกันจนอิ่มก่อนทุกมื้อ เราได้เห็นการตักอาหารให้กัน การเฉลี่ยอาหารแต่ละอย่างให้ทุกคนได้กินด้วยกันอย่างเต็มที่

สิ่งเหล่านี้ตกทอดมาตั้งแต่รุ่นคุณยาย รุ่นคุณแม่ และจนมาถึงรุ่นผม

ด้วยความเป็นพี่ สิ่งที่ทำให้ผมมีมากกว่าน้อง ๆ คือ การเป็นผู้นำ การเป็นหัวหน้า การรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และการเอื้อเฟื้อน้ำใจให้แก่กัน ทั้งหมดนี้ค่อย ๆ ซึมซับสู่จิตสำนึกในแบบที่ผมเองก็แทบไม่รู้ตัว

สิ่งที่กล้าพูดได้เต็มปากคือครอบครัวผมแม้จะไม่ได้มีพื้นฐานที่ร่ำรวยแต่ทุกคนมากด้วยน้ำใจครับ

ชีวิตวัยเด็กของผมดูจะราบรื่นดี ช่วงประถมผมยังสอบเข้าโรงเรียนประจำได้ด้วยตัวเอง และการอยู่โรงเรียนประจำนี่เองที่สร้างให้ผมเป็นเด็กที่สามารถดูแลตัวเองได้ดี มีระเบียบ มีแนวคิดหลายด้านเป็นระบบและค่อนข้างโตกว่าอายุ

คิดว่ามุมมองของการเป็นผู้นำและนักวางแผนน่าจะมีจุดเริ่มต้นจากตรงนี้ ชัดเจนที่สุดคือผมมักจะชอบคุยกับรุ่นพี่ หรือกับคนที่มีอายุมากกว่า ในขณะที่กับคนวัยเดียวกันผมรู้สึกว่าเรามักจะคุยกันไปคนละแนว

การฝึกฝนตัวเองในโรงเรียนประจำของผมดำเนินไปด้วยดีเรื่อยมาถึงช่วงเรียนมัธยมต้น โดยที่ผมไม่เคยรู้เลยว่าช่วงนั้นครอบครัวประสบปัญหาอะไรบ้าง

จนวันหนึ่งเมื่อกลับมาบ้านก็ได้ยินพ่อแม่ทะเลาะกัน เข้าใจว่าเป็นปัญหาทางการเงินถึงขั้นทำให้ต้องมีการกู้ยืมเพื่อนำมาเป็นค่าเทอมของผม อีกทั้งค่าเทอมสำหรับการเรียนโรงเรียนประจำนั้นค่อนข้างสูงกว่าโรงเรียนทั่วไป

ได้ยินดังนั้นหลังจากเรียนจบมัธยมปีที่ 3 ไม่ต้องรอให้ใครมาบอกครับ ผมตัดสินใจด้วยตัวเองที่จะลาออกย้ายโรงเรียนเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในครอบครัว และเพื่อให้ภาระทางการเงินของพ่อแม่ลดลง

เชื่อว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมเรียนรู้ที่จะเห็นอกเห็นใจผู้อื่นคงเกิดจากเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน

ผมบ่มเพาะตัวเองจากสิ่งรอบข้างเรื่อยมา ได้เรียนรู้สิ่งดี ๆ ที่พ่อแม่สอนจนถึงทำให้เห็น และยังได้เรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้พบเจอ ทำให้พอจะเริ่มรู้ว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบอะไร

จึงพยายามเลี่ยงสิ่งที่ไม่ชอบ พร้อม ๆ กับการมุ่งไปหาสิ่งที่ชอบอยู่ตลอดเวลา

DNA

2

รู้จักตัวเองให้ดีพอ

“ไม่เคยมีแม้แต่ครั้งเดียว ที่คิดจะประกอบอาชีพเป็นลูกน้องคนอื่น”

การที่วันหนึ่งผมมีโอกาสเติบโตจนได้เป็นเจ้าของธุรกิจ ถือว่าไม่ใช่เรื่องที่เกินความคาดหมาย เพราะที่ผ่านมาก็รู้ตัวอยู่ตลอดว่าคงไม่สามารถเป็นพนักงานประจำองค์กรใดได้

และไม่เคยมีแม้แต่ครั้งเดียวที่คิดจะประกอบอาชีพเป็นลูกน้องคนอื่น

ความชัดเจนนี้มีมาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ จริง ๆ แล้วการเลือกเรียนเศรษฐศาสตร์ในวัยนั้นถือว่ายังไม่ได้เกิดจากความชอบส่วนตัว แต่เลือกที่จะเรียนตามเพื่อนเพราะวัยนั้นผมยังค้นหาตัวเองไม่เจอ

แต่ก็คิด ๆ อยู่บ้างว่าตัวเองเรียนสายวิทย์และเก่งคณิตศาสตร์ หากจะเรียนเศรษฐศาสตร์ก็คงได้ ยังไม่รู้หรอกว่าเรียนจบแล้วจะไปทำอะไร น่าจะไม่พ้นสายการเงินการธนาคารซึ่งก็ดูเป็นอาชีพที่ดี น่าเชื่อถือ ตอนนั้นคิดแค่นั้นจริง ๆ ครับ

มาถึงช่วงที่เรียนปี 3 ผมมีโอกาสได้ไปฝึกงานพร้อมเพื่อนอีก 2 คนในองค์กรหนึ่ง ระหว่างฝึกงานก็ค่อย ๆ รับรู้ถึงความต้องการของตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่างานออฟฟิศคงไม่ใช่ทางของผมแน่ ๆ

เพราะงานที่ได้รับมอบหมายในแต่ละวันคือการเดินเอกสาร คีย์ข้อมูลลงคอมพิวเตอร์ นั่งประจำออฟฟิศทั้งวัน คำถามที่เกิดขึ้นในใจตั้งแต่วันแรกของการฝึกงานและวันแรกของการนั่งคีย์ข้อมูลก็คือ

“กูมานั่งทำอะไรที่นี่วะ”

จนวันหนึ่งที่มีโอกาสได้เข้าร่วมประชุมกับกลุ่มผู้บริหารและเจ้าหน้าที่องค์กร ระหว่างที่นั่งรอประชุมผมกระซิบถามเพื่อนอีก 2 คนว่า

“ถ้าให้ทำงานออฟฟิศทั้งวันแบบนี้ที่ดูแล้วไม่น่ามีอะไรคุ้มค่าเลย แต่ให้เงินเดือน 30,000 บาทเอาไหม

เพื่อนผมทั้งสองคนตอบเหมือนกันเลยครับ “เอาสิ” แต่ผมตอบสวนไปว่า “กูไม่เอาว่ะ กูอยู่ตรงนี้ไม่ได้แน่”

ครั้งนั้นแม้จะเป็นบทสนทนาสั้น ๆ แต่มาคิดตอนนี้ผมว่านั่นเป็นการตอกย้ำทัศนคติของตัวเองได้ชัดเจนมากว่า

ผมไม่ยอมทนอยู่กับ ‘สิ่งที่ไม่ใช่ตัวเอง’ แน่นอน

DNA

3

ลอง...เพื่อให้พบสิ่งที่ใช่

“ลองค้นหาดูว่า…จริง ๆ แล้ว ‘ตัวเองชอบอะไร’ และ ‘ใช้ชีวิตอยู่กับอะไรแล้วจะมีความสุขที่สุด’”

หลังจากฝึกงานครบตามกำหนดผมกลับไปเรียนต่อจนจบ เริ่มจะรู้จักตัวเองมากขึ้น จึงพยายามมองหา ‘สิ่งที่ใช่’ และค่อย ๆ ตัด ‘สิ่งที่ไม่ใช่’ ออกจากเป้าหมาย

ช่วงนั้นได้รู้จักและเริ่มคบหากับคุณอีฟแล้วครับ สิ่งที่มีนอกเหนือจากการเป็นคนรักกันเรายังเป็นที่ปรึกษาให้กันและกันโดยเฉพาะในเรื่องการทำงานด้วย

คุณอีฟผ่านการทำงานมาหลายองค์กร แต่ก็มีหลายครั้งที่คุยกับผมในเรื่องงานจนทำให้รู้สึกได้ว่าเขาเริ่มไม่มีความสุขกับงานที่ทำอยู่ ผมจึงบอกเสมอว่า

“ลาออกเถอะ ออกไปหาตัวเองให้เจอ ลองหางานที่ทำแล้วมีความสุขดีกว่า”

คุณอีฟเชื่อผมครับ และเริ่มที่จะออกไปลองทำงานในหลายองค์กร ไปค้นหาว่าจริง ๆ แล้ว ‘ตัวเองชอบอะไร’ และ ‘ใช้ชีวิตอยู่กับอะไรแล้วจะมีความสุขที่สุด’

ส่วนผม ช่วงที่กำลังมองหางานทำหลังเรียนจบคุณอีฟแนะนำให้เข้าไปทดลองงานในองค์กรใหญ่แห่งหนึ่งที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับเครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์มือถือ

ผมเบรกตัวเองทันทีเมื่อคิดว่าเราจะต้องเข้าไปทำงานในออฟฟิศอีกครั้ง แต่คุณอีฟที่รู้ดีว่าผมไม่ชอบงานแนวนี้ต้องรีบบอกว่า “ไม่ใช่งานออฟฟิศ นี่เป็นงานในทีมอีเวนต์

ฟังได้เท่านี้ผมเบาใจขึ้นหน่อย อย่างน้อยงานอีเวนต์ก็น่าจะสนุกกว่างานออฟฟิศอยู่แล้ว จึงตอบตกลงและเตรียมตัวเข้าไปลองสมัครตามคำแนะนำ

เพราะถ้าจะค้นหาสิ่งที่ชอบสิ่งที่ใช่ก็คงต้องลองทำดู

ตอนนั้นคาดหวังว่าตัวเองจะมีโอกาสได้เรียนรู้การทำงานนอกสถานที่ และจะได้ไปเก็บประสบการณ์ใหม่ ๆ ด้วย งานที่ต้องออกไปพบเจอผู้คน ไปจัดอีเวนต์ตามสถานที่ต่าง ๆ ไม่ซ้ำกันในแต่ละสัปดาห์แค่คิดก็น่าสนุกแล้วครับ

แต่ช่วงสัมภาษณ์งานผมกลับรู้สึกว่าตัวเองตอบคำถามไม่ได้เรื่องเลย ไม่ว่ามุมไหนก็ดูว่าไม่น่าจะทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับองค์กรได้ โดยเฉพาะการขาย ผมคงขายของไม่ได้ และพื้นฐานครอบครัวก็ไม่เคยค้าขายมาก่อน

ไม่รู้ว่าผู้สัมภาษณ์มองเห็นอะไรในตัวผม เพราะสุดท้ายแล้วผมผ่านการสัมภาษณ์และได้เริ่มทำงานกับองค์กรนี้ทันทีในตำแหน่ง ‘จ้างทำของ’ ต้องอยู่กับงานนี้ 3 เดือนโดยไม่มีการเซ็นสัญญาเป็นพนักงานประจำ จะเข้าออกเมื่อไรก็ได้

ผมเริ่มงานวันแรกโดยยังไม่รู้ว่า ‘จ้างทำของ’ ใน ‘งานอีเวนต์’ ที่ว่านี้คืออะไร ยังไม่รู้ว่าเราจะต้องทำอะไรบ้าง แต่หลังจากได้ฟังรายละเอียดของงานในระหว่างการประชุมทีม สุดท้ายก็เข้าใจและบอกกับตัวเองว่า

“อ๋อ เป็นพนักงานขายซิมโทรศัพท์นี่เอง”

DNA

4

รักษาคำพูด

“ไม่ว่าจะพูดหรือให้คำมั่นอะไรไว้… ผมไม่เคยลืม”

ในตำแหน่งงาน ‘จ้างทำของ’ หน้าที่ของผมคือต้องออกไปจัดบูธของบริษัทในห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ เน้นพื้นที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน องค์กรจะส่งทุกคนในทีมออกไปประจำตามบูธเพื่อกระตุ้นยอดขายซิมโทรศัพท์มือถือ

ผมต้องคอยแนะนำให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาได้รู้จักผลิตภัณฑ์ของเราว่า ดีกว่าของค่ายอื่นอย่างไร เพื่อดึงเขาเข้ามาเป็นลูกค้ารายเดือนให้ได้ แม้จะผิดคาดกับสิ่งที่คิดไว้อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้นึกเสียใจอะไรกับงานนี้

ตอนนั้นคิดแค่ว่า “ลองทำดูก็ได้วะ มันก็ไม่ได้เสียหายอะไรนี่หว่า”

ช่วงแรกของการทำงานมีเพื่อนถามบ่อยเหมือนกันว่า “จบเศรษฐศาสตร์มาทำงานแบบนี้ทำไม” คำตอบของผมคือ “ก็ไม่ได้อยากทำหรอก” แน่นอนครับว่าไม่ได้ตอบออกไป ผมแค่คิดอยู่ในใจ เมื่อต้องตอบจริง ๆ ก็มักเลี่ยงว่า

“ทำไปพลาง ๆ ระหว่างรองานอื่นแค่นั้นแหละ เดี๋ยวครบ 3 เดือนตามสัญญาผมก็ไปแล้ว” และนั่นเป็นเหมือนคำประกาศให้ทุกคนรับรู้ตรงกันว่า ครบ 3 เดือนเมื่อไรไอ้หมอนี่ไปแน่นอน

ตลอดช่วง 3 เดือนผมพยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดแม้จะรู้ตัวอยู่ตลอดว่าคงทำงานในองค์กรไหนไม่ได้ เพราะชีวิตยังต้องการอิสระที่จะทำอะไรเพื่อตัวเองอยู่มาก แต่บางความรู้สึกก็บอกตัวเองเสมอว่านี่ไม่ใช่ชีวิตแบบที่ต้องการเลย

สิ่งหนึ่งที่ช่วยปลุกแรงบันดาลใจให้ผมได้มากในช่วงนั้นคือ ระหว่างการออกบูธหากช่วงไหนมีคนน้อยหรือไม่มีลูกค้า ผมจะนั่งอ่านหนังสืออยู่ตลอดเวลา และก็เป็นหนังสือประเภทเสริมความคิดที่จะมุ่งสู่ความสำเร็จทั้งนั้น

หนังสือ ‘พ่อรวยสอนลูก’ เป็นหนึ่งในหนังสือหลายเล่มที่ผมเลือกอ่าน บางเล่มช่วยสร้างทัศนคติที่ดี บางเล่มช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เราไม่ยอมหยุดอยู่กับที่ บางเล่มช่วยสร้างแนวคิดสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจ

และบางเล่มก็ชี้ช่องทางให้เราก้าวสู่การเป็นเจ้าของเงินล้านแรกในชีวิต

จนผมต้องหยิบกระดาษแผ่นเล็ก ๆ มาเขียนตั้งคำถามเตือนตัวเองทุกวันว่า ‘เราจะมีเงินล้านได้อย่างไรดี’

เผลอแวบเดียวผมก็ทำงานกับองค์กรนี้ครบ 3 เดือน แต่ในวันสุดท้ายของการทำงานปรากฏว่ามีข่าวดีคือ ทุกคนในตำแหน่งเดียวกับผมได้รับอนุมัติให้เข้าเป็นพนักงานประจำขององค์กรพร้อมรับโบนัสจากการทำงานครั้งนี้ด้วย

ทุกคนต้องดีใจอยู่แล้ว เพราะจะได้เป็นพนักงานบริษัทแบบเต็มตัว มีเงินเดือนประจำ ภายใต้ความหวังว่าชีวิตหลังจากนี้จะต้องไปได้ดี เหมือนเป็นจังหวะของการได้เริ่มต้นชีวิตการทำงานพร้อมกันของคนในทีม

แต่ท่ามกลางความดีใจของเพื่อนฝูง ผมกลับย้อนคิดถึงสิ่งที่เคยพูดไว้ว่า “ถ้าครบ 3 เดือนจะลาออก” พูดอะไรไว้ผมไม่เคยลืม แต่คิดอยู่ว่า เราจะออกอย่างไร จะออกเดือนไหน และจะบอกหัวหน้าอย่างไรในวันที่ทุกคนกำลังตื่นเต้นกับข่าวดีนี้

จนเมื่อมีเพื่อนเดินมาถามว่า “มึงจะลาออกเดือนนี้ใช่ไหม”

ผมตอบทันที “ใช่ กูจะลาออกเดือนนี้แหละ”

DNA

5

เลือกชีวิตที่ต้องการ

“เมื่อชีวิตดำเนินมาแล้วต้องไปต่อเราควรเรียนรู้ที่จะเอาตัวรอดได้ทุกสถานการณ์”

ผมเป็นคนรักษาคำพูดครับ สิ่งใดที่ได้พูดออกไปแล้วนั่นหมายถึงผมมั่นใจว่าตัวเองจะต้องทำได้ หากทำไม่ได้ก็จะไม่พูด ไม่กล้ารับปากกับใคร

สัจจะเป็นสิ่งที่ผมเชื่อว่าจะปกป้องให้เรายื่นอยู่ในสังคมได้อย่างภาคภูมิใจ

ครั้งนั้นก็เหมือนกัน ผมตัดสินใจลาออกจากการเป็นพนักงานประจำทั้งที่เพิ่งได้รับการบรรจุยังไม่ครบ 24 ชั่วโมง หลังจากที่ตอบเพื่อนไปแล้วผมก็เดินไปพบหัวหน้าทันที บอกเขาไปตามตรงครับว่าจะขอลาออก

หัวหน้าแปลกใจกับการตัดสินใจของผมมาก เพราะช่วงเวลานั้นทุกคนกำลังจะมีชีวิตที่ดีขึ้น และหลายคนกำลังจะมีชีวิตใหม่ แล้วทำไมผมถึงตัดสินใจจะทิ้งอนาคตไปแบบนี้

ผมให้เหตุผลว่าจะลาออกไปเป็นเซลส์ หัวหน้ายังใจดีบอกให้กลับไปคิดใหม่ แต่ผมก็ยืนยันว่าคิดดีแล้ว จนในที่สุดเขาก็ยินยอมเซ็นอนุมัติให้ลาออกได้ตามที่ขอ

ผมไม่เคยคิดว่าการเป็นพนักงานประจำจะเป็นเรื่องเสียหายหรือไม่มีค่า เพียงแต่มันไม่เหมาะกับคนอย่างผมที่ยังอยากใช้เวลาเพื่อค้นหาให้พบว่าจริง ๆ แล้วตัวเองชอบอะไร

ลาออกแล้วก็มานั่งคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไปกับชีวิตหลังจากนี้ พอดีนึกขึ้นได้ว่ามีเพื่อนคนหนึ่งทำธุรกิจขาย ‘ลูกชิ้นปลาทอด’ และกำลังไปได้ดีถึงขั้นจะสร้างโรงงานผลิตเป็นของตัวเองเพราะกระจายแฟรนไชส์ไปแล้วหลายสาขา

ผมโทรหาเพื่อนทันทีที่คิด บอกไปว่า “กูขอซื้อรถขายลูกชิ้นพร้อมอุปกรณ์คันหนึ่ง”

เพื่อนตอบกลับมาทันทีเหมือนกัน “กูไม่ขายให้มึง อย่ามาตลก คนอย่างมึงเนี่ยนะจะขายลูกชิ้นทอด บ้าหรือเปล่า”

งานนี้ต้องย้ำกับเพื่อนครับว่าผมเอาจริง แต่ตัวเองไม่มีประสบการณ์ จะมีก็แค่เงินเก็บนิดหน่อย ที่จะกังวลก็คือทักษะการทอดลูกชิ้นที่ยากสำหรับผม แต่ก็คิดว่าจะแก้ปัญหาตรงนี้ได้ด้วยการหาคนมาช่วยทอดแทน

ปรากฏว่าเพื่อนตกลงครับ ผมเลยได้เริ่มธุรกิจการเช่าทำเลที่เลือกเองซึ่งเป็นบริเวณหน้าปากซอยหัวมุมถนน ผมยกให้เป็นทำเลระดับ 4 ดาวเพราะมีผู้คนผ่านเข้าออกตลอดวัน และผมก็ไม่รอช้า พร้อมเปิดร้านทันที

โชคที่ได้คุณป้าซึ่งเป็นเพื่อนของคุณแม่คุณอีฟมารับหน้าที่ทอดลูกชิ้นตั้งแต่วันแรก โดยเราวางระบบงานกันว่าคุณป้าเป็นคนทอดลูกชิ้น ผมจะคอยเรียกลูกค้า ยอดขายวันแรกก็พอได้ แต่ก็ได้แค่วันเดียวครับ 

เพราะเช้าวันรุ่งขึ้นคุณป้าส่งสัญญาณมาว่า ทำไม่ไหวแล้ว

และแน่นอนว่าตอนนั้นผมอยู่ที่ร้านคนเดียว

ร้านขายลูกชิ้นปลาหน้าปากซอยหัวมุมถนนของผมในตอนนั้นมีทุกอย่างครบยกเว้นคนทอด ผมไม่มีคนทอดลูกชิ้นในขณะที่พร้อมเปิดร้านแล้ว แต่จะให้ผมทิ้งไปคงไม่ได้

“เอาวะ กูทอดเองก็ได้” ผมบอกตัวเอง

ชีวิตดำเนินมาแล้วต้องไปต่อครับ เราควรเอาตัวรอดให้ได้ในทุกสถานการณ์ ผมลุยต่อทันที โทรหาเพื่อนคนเดิมเพื่อถามไปทีละขั้นตอนตั้งแต่การเตรียมน้ำมัน ปรับระดับไฟ วิธีการและระยะเวลาในการทอด ถามทุกอย่างเพื่อให้ได้ขายในวันนี้

ลูกชิ้นสามสี่ถุงแรกมีไม่สุกบ้างไหม้บ้างก็คัดออกครับ เก็บที่ดีมีคุณภาพไว้ขายลูกค้า คนเดียวทำทันบ้างไม่ทันบ้างแต่วันนั้นก็ดันยอดขายไปได้ 12 กิโลกรัม และวันถัดมายอดขายก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น

หนึ่งวันเต็มที่ต้องทำทุกอย่างคนเดียวผมเข้าใจเลยว่า ทำไมคุณป้าคนทอดลูกชิ้นจึงปฏิเสธและไม่มาช่วยผมขายอีก เพราะมันเหนื่อยมากครับ งานนี้ไม่ใช่เล่น ๆ แรก ๆ อาจจะเก้ ๆ กัง ๆ อยู่บ้างแต่ไม่นานก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง

สมองผมคำนวนตัวเลขทันทีว่า ถ้าขายได้ประมาณนี้หักต้นทุนแล้วเดือนหนึ่งเราน่าจะมีรายได้ราว ๆ 25,000 บาท

แค่นี้ผมพอใจแล้วครับ เพราะไม่ได้คิดว่าเราจะต้องรวยแบบรวดเร็ว แต่ได้ทำธุรกิจของตัวเอง ได้ใช้เวลาไปกับสิ่งที่เป็นของตัวเองจริง ๆ ผมว่ามันเป็นความรู้สึกที่ดีมาก ๆ

ช่วงนั้นถ้าคุณอีฟมาช่วยผมขายลูกชิ้นด้วยกันทั้งวันก็คงเสียโอกาสที่จะมีรายได้ทางอื่น คุณอีฟจึงหันไปรับงานพริตตี้ให้กับสินค้าต่าง ๆ ควบคู่ไปด้วย เสร็จงานแล้วก็จะแวะมาช่วยผม

เท่ากับว่าเราสองคนใช้เวลาได้คุ้มค่า เพราะจะมีรายได้ 2 ทางในแต่ละวัน และเรายังเลือกเส้นทางในแบบที่ตัวเองต้องการ เพราะชีวิตที่แสนเหน็ดเหนื่อยในช่วงนั้นมีให้เลือก 2 ทางเท่านั้นครับ

ว่าเราจะ ‘ไปกันต่อ’ หรือจะ ‘ยอมแพ้’ อยู่แค่นั้น

DNA

6

ฟังเสียงหัวใจตัวเอง

“เชื่อสิ่งที่หัวใจตัวเองบอก เพราะนั่นอาจเป็นคำตอบที่ดีที่สุดในช่วงเวลานั้น”

แม้กิจการขายลูกชิ้นปลาทอดจะมาพร้อมความเหนื่อยยากต่าง ๆ นานา แต่ผมก็สามารถดูแลกิจการมาได้นานเกือบ 7 เดือน และเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ผมรู้สึกว่าชักจะชอบอาชีพนี้ขึ้นมาแล้ว

เพียงแต่ต่อมาผมก็ต้องคิดใหม่ เพราะดูแล้วคงยึดอาชีพนี้ต่อไปได้ยาก

สิ่งที่ผมได้เจอหลังจากที่กิจการเริ่มไปได้สวยคือ เริ่มมีร้านลูกชิ้นทอดเข้ามาเปิดขายแข่งในพื้นที่ใกล้เคียง ต่อมาพื้นที่เช่าของร้านเราก็โดนขยับให้เข้าไปตั้งในจุดที่ลึกกว่าเดิมเพื่อให้มีร้านอื่นเข้ามาแทนที่

เราจึงไม่ใช่ร้านแรกที่ลูกค้าจะมองเห็นได้ชัดเจนเหมือนเคย ผมคิดทันทีว่าเราเจอวิกฤติแล้ว การที่ลูกค้ามองไม่เห็นร้านเราย่อมมีผลต่อรายได้ นี่ยังไม่รวมวันที่มีฝนตกนะครับ เพราะฝนตกเมื่อไรเราจะขายของได้น้อยมาก

เมื่อรายได้ต่อวันลดลงผมก็ต้องย้อนกลับมาวางแผนชีวิตใหม่ เลยให้คุณอีฟช่วยมองหางานในทีมอีเวนต์ต่าง ๆ ให้ เพื่อนำมาเทียบกันว่า การขายลูกชิ้นทอดกับการทำอีเวนต์ในวันนั้น ๆ งานไหนรายได้ดีกว่ากันผมก็จะเลือกงานนั้น

ผมยังสนใจงานอีเวนต์เพราะทำให้ได้ออกไปพบผู้คน ได้เข้าสังคม เหมือนได้ไปสังเกตการณ์ว่าในช่วงนั้นกระแสสังคมเป็นอย่างไรหรือมีอะไรใหม่ ๆ เกิดขึ้นบ้าง ถ้าวันไหนเลือกไปงานอีเวนต์ผมก็จะปิดร้านลูกชิ้นทอดชั่วคราวทันที

จริง ๆ แล้วผมยังอยากขายลูกชิ้นปลาทอดไปเรื่อย ๆ แต่สิ่งที่ต้องตัดสินใจทำก็อาจไม่ตรงกับที่ใจคิด เพราะเราต้องดูสถานการณ์จริงเป็นหลัก หากทำเลไม่ดี ลูกค้าเข้าไม่ถึง ขายได้น้อย เราก็พอรู้แล้วว่าคงยึดอาชีพนี้ไว้ได้ไม่นาน

สุดท้ายกิจการลูกชิ้นปลาทอดของผมก็ต้องปิดตัวลงในช่วงไม่นานหลังจากนั้น

แต่ก็ถือว่าเป็นอีกช่วงเวลาที่ทำให้ผมได้เจอจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตอีกครั้ง

ระหว่างการเตรียมจัดงานคอนเสิร์ตศิลปินจากเกาหลีใต้ซึ่งผมรับงานนี้ เมื่อเดินทางไปถึงสถานที่จัดงานพบว่ากลุ่มทีมงานที่มารับงานนี้ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นวัยมัธยมทั้งนั้น

ผมเข้าไปนั่งอยู่ในแวดล้อมของเด็ก ๆ ที่แน่นอนว่าคุยกันคนละเรื่องอยู่แล้วระหว่างเด็กมัธยมและคนวัยทำงาน งานในวันนั้นที่ผมได้รับมอบหมายคือการร้อยเชือกเพื่อทำป้ายชื่อสำหรับใช้คล้องคอแฟนคลับ

ทันทีที่ร้อยเชือก…ไม่กี่วินาทีนับจากที่ลงมือทำสมองผมแล่นไปไกลจากจุดนี้แล้ว ย้อนกลับไปในอดีต ย้อนกลับไปรื้อค้นกล่องความฝันของตัวเอง ย้อนไปคิดถึงความหวังของพ่อแม่ แล้วก็นั่งถามตัวเองในใจซ้ำไปซ้ำมาว่า

“ตั้งแต่เด็กจนโตกูเรียนดีมาตลอด กูเคยคิดอยากเป็นทนาย เป็นอัยการ กูอยากสร้างตัวเอง อยากมีเงินเป็นล้าน อยากดูแลพ่อแม่ให้สุขสบาย แล้ววันนี้กูมานั่งทำอะไรอยู่ที่นี่ จะเอาความหวังของพ่อแม่มาทิ้งที่นี่เหรอ”

ผมนั่งอยู่ตรงนั้นไม่เกิน 5 นาทีครับ ทันทีที่ฟังเสียงหัวใจตัวเองสมองก็ประมวลผลอย่างรวดเร็ว สุดท้ายผมก็วางงานทำป้ายในมือ ขอตัวไปห้องน้ำแล้วไม่กลับเข้าไปทำงานที่นั่นอีกเลย

ผมเชื่อสิ่งที่หัวใจตัวเองบอก เพราะนั่นอาจเป็นคำตอบที่ดีที่สุดในช่วงเวลานั้น

จึงชัดเจนในตัวเองอีกครั้งว่า งานอีเวนต์อาจไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการจริง ๆ และงานร้อยเชือกทำป้ายห้อยคอในวันนั้นที่ดูเหมือนเป็นงานที่ไม่ต้องใช้ความสามารถอะไรมากมายก็มาช่วยจุดประกายความคิดให้ผม

ให้ต้องคิดทำอะไรสักอย่างในชีวิตอีกครั้ง

DNA

7

อย่ากลัวที่จะล้มเหลว

“ผมคงนึกเสียดายมากกว่าหากมีโอกาสแล้วไม่กล้าลองและปล่อยให้มันผ่านไป”

ผมมาพบโอกาสอีกครั้งหลังจากที่ไปร่วมงานบวชของเพื่อนสมัยเรียน ครั้งนั้นได้เจอรุ่นพี่คนหนึ่ง สมัยที่ยังเป็นนักศึกษาเราเคยสนุกเคยเกเรมาด้วยกัน

พูดคุยกันก็ได้รู้ว่าปัจจุบันรุ่นพี่คนนี้ขายเสื้อผ้าอยู่แถวตลาดจันทร์เกษม และธุรกิจไปได้ดีจนร่ำรวย มากกว่าการเล่าสู่กันฟังคือการที่พี่เขาชวนให้ผมเข้าสู่ ‘วงการค้าขายเสื้อผ้า’ โดยมีเขาช่วยสนับสนุนและแนะนำลู่ทางให้

ผมเห็นโอกาสจึงตัดสินใจทำแม้จะรู้ว่าตัวเองไม่ได้ถนัด แต่คิดว่าลองดูก็ไม่เสียหาย ไม่นึกกลัวว่าทำแล้วจะดีหรือไม่ดี ผมคงนึกเสียดายมากกว่าหากมีโอกาสแล้วไม่กล้าลองและปล่อยให้มันผ่านไป

สมัยเป็นนักศึกษาผมเคยได้เห็นชีวิตแม่ค้าขายเสื้อผ้าอยู่บ้าง ทำให้พอรู้ขั้นตอนการทำธุรกิจแนวนี้ว่าจะเริ่มต้นและปิดจ๊อบที่ไหนอย่างไร

คุณอีฟเองก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ผมจึงนำเงินเก็บจากการขายลูกชิ้นปลาทอดมาลงทุน รวมทั้งได้เงินจากแม่ที่เฝ้าหยอดกระปุกให้ผมมาทีละน้อยตั้งแต่ยังเด็ก เงินก้อนนั้นทำให้เราได้รถยนต์เก่ามา 1 คัน

และผมกับคุณอีฟใช้รถคันนี้ไปลุยเลือกเสื้อผ้าที่ประตูน้ำกันตั้งแต่ตี 4

ภารกิจแรกของการเปิดร้านสนุกมากครับ เราได้เสื้อผ้ามาเซ็ตใหญ่พร้อมราวแขวนเพื่อโชว์สินค้า ร้านเราอยู่ที่ตลาดเช้าแถวรัชดาภิเษกโดยรุ่นพี่คนเดิมเป็นคนช่วยจัดหาและแนะนำให้ มีค่าเช่าพื้นที่วันละ 500 บาท

เราขายเสื้อผ้าให้กับลูกค้าที่ส่วนใหญ่เป็นพนักงานออฟฟิศซึ่งมักจะแวะมาช้อปปิ้งก่อนเข้าทำงาน วันแรกเราขายเสื้อได้แค่ 3 ตัว ถามว่าท้อไหมตอบได้เลยว่าไม่ ผมเข้าใจสถานการณ์ของการค้าขายว่าต้องมีวันที่ขายดีและขายไม่ดีสลับกันไป

พอรุ่นพี่รู้ว่าขายได้น้อยก็นำเสื้อผ้าร้านผมบางส่วนไปช่วยวางขายในร้านของเขา พร้อมทั้งหาทำเลใหม่ด้านหน้าตลาดให้ผมด้วย ย้ายทำเลแล้วก็พอขายได้ รายได้ดีกว่าทำเลเดิม แต่ก็ไม่ถึงกับดีมากจนทำให้ผมวางใจ

คิดไปคิดมาปรึกษาคุณอีฟแล้วก็ตัดสินใจชวนกันย้ายไปเปิดร้านแถวคลองหกปทุมธานีซึ่งผมเคยเรียนอยู่แถวนั้น เรียกว่ากลับไปถิ่นเก่าที่ตัวเองคุ้นเคยก็คงได้

การกลับไปคลองหกครั้งนี้ผมเทเงินทุนแบบหมดหน้าตัก เพราะต้องใช้เงินในการมัดจำร้าน ไหนจะค่าตกแต่ง ซื้อเคาน์เตอร์ ซื้อราวแขวนผ้าเพิ่มเข้ามาเพราะตั้งใจจะโชว์เสื้อผ้าให้เต็มร้าน วันไหนมีตลาดนัดก็จะขนเสื้อผ้าออกไปวางขายด้วย

หลายชั่วโมงในแต่ละวันผมหมดเวลาไปกับการขับรถจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน เพราะบ้านอยู่นนทบุรี ไปเลือกเสื้อผ้าที่ประตูน้ำ โดยที่ร้านอยู่คลองหก และก็เป็นแบบนี้เกือบทุกวัน

จนผมเองก็ไม่ทันคิดว่าอีกไม่นานชีวิตที่เหน็ดเหนื่อยกำลังจะได้พบกับจุดเปลี่ยนอีกแล้ว

DNA

8

ประเมินสถานการณ์ให้เร็ว

“ต้องประเมินสถานการณ์ให้ไวเพื่อเลือกทางที่ใช่ที่สุด”

การที่ต้องตื่นแต่เช้ามืดและรีบเร่งทำทุกอย่างตลอดทั้งวันเป็นเรื่องที่เหนื่อยมากครับ ผมใช้ชีวิตแบบไม่มีวันหยุดโดยตัวเองเป็นหลักประจำอยู่ที่ร้าน และคุณอีฟยังคงสลับไปรับงานพริตตี้เพิ่มรายได้อีกทางเช่นเคย

จนวันหนึ่งคุณอีฟบอกผมว่า อยากขอพื้นที่สักมุมหนึ่งของร้านเพื่อวางขายครีมที่รับมาจากร้านของเพื่อนแม่ ผมเห็นว่าพื้นที่ในร้านยังพอมีก็ตกลงทันที เราไปหาซื้อตู้กระจกราคาไม่กี่พันบาทมาจัดวางไว้หลังร้านในมุมที่มองเห็นได้ชัด

และใช้เงินทุนก้อนสุดท้ายที่มีไว้สำหรับหมุนเวียนซื้อเสื้อผ้าไปซื้อครีมตัวนี้มาขาย

ชีวิตผมและคุณอีฟตอนนั้นไม่มีอะไรจะเสียครับ เราเดินทางร่วมกันมาแล้วก็ต้องจูงมือกันเดินต่อ และที่ผ่านมาหลายงานหลายกิจการเราก็ทำควบคู่กันมาตลอดอยู่แล้ว ดังนั้นจะขายเสื้อผ้าไปพร้อมกับขายครีมก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือยากอะไร

จุดประสงค์แรกที่คุณอีฟคิดจะรับครีมมาขายเกิดขึ้นเพียงแค่ลองซื้อมาใช้เองแล้วพบว่าใช้ดีก็เลยอยากบอกต่อ เหมือนเจอของดีแล้วอยากบอกเพื่อนทำนองนั้น

ไม่ได้คิดหรอกครับว่านั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นของอะไรบางอย่าง

ปรากฏว่าครีมที่นำมาวางขายนั้นขายดีมาก ไป ๆ มา ๆ ยอดขายครีมเริ่มจะแซงยอดขายเสื้อผ้าด้วยซ้ำ ผมกับคุณอีฟจึงมาคิดต่อยอดกันอีกขั้นว่า เราควรมีครีมในชื่อของเราเพื่อให้เป็นที่จดจำของลูกค้า

เป็นที่มาของแนวคิดที่จะรับครีมมาสร้างแบรนด์ตัวเอง โดยเราใช้ชื่อว่า ‘ลักษณมี’

ครีมขายดีมากจนอดนำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้ว่า ธุรกิจร้านเสื้อผ้าที่มีรายได้น้อยกว่า แต่เราต้องตื่นแต่เช้ามืดไปเลือกเสื้อผ้าแล้วกลับมาเหนื่อยกันอีกทั้งวันจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน และบ่อยมากที่ได้กินข้าวมื้อแรกของวันกันตอน 5 โมงเย็น

ในขณะที่ครีม เราแค่วางโชว์ไว้รอให้ลูกค้ามาลองซื้อใช้ และเมื่อใช้ดีเขาก็มาซื้ออีก รวมทั้งยังไปบอกกันปากต่อปาก จากที่เริ่มขายได้ 5 กระปุกก็เพิ่มเป็น 10 กระปุก และเพิ่มระดับขึ้นเรื่อย ๆ จนเรามีกำไรแตะหลักพันบาทในเวลาไม่นาน

จึงต้องประเมินสถานการณ์ให้ไวเพื่อเลือกทางที่ใช่ที่สุดในช่วงเวลานั้น

ดังนั้น เมื่อเห็นโอกาสนี้แน่นอนว่าผมสละเรือทันทีครับ ร้านเสื้อผ้าหากไปต่อไม่ไหวเราก็จะผ่อนแรงลงเพื่อพุ่งเป้าหมายมายังสินค้าที่ผมเริ่มมั่นใจแล้วว่าจะพาเราไปได้อีกไกล และผมคงไม่หยุดอยู่แค่นี้แน่นอน

จุดที่ทำให้ผมคิดแบบนี้และตัดสินใจเลือกขายครีมเป็นธุรกิจหลักของชีวิตก็คือ หลังจากนั้นไม่นานใน 1 เดือนเราขายครีมได้เพิ่มอีกประมาณ 300 กระปุก เริ่มได้กำไรหลักหมื่นบาท และมีแนวโน้มว่าจะเข้าสู่หลักแสนบาทได้ไม่ยาก

ที่สำคัญคือยุคนั้นเฟซบุ๊กเริ่มมีบทบาทอย่างมาก คนไทยเริ่มเล่นเฟซบุ๊กกันมากขึ้น และคุณอีฟที่ยังรับงานพริตตี้ก็มีคนติดตามเฟซบุ๊กส่วนตัวอยู่ประมาณ 1,700 คน

จำนวนนี้แม้จะดูเหมือนไม่เยอะมาก แต่ทุกครั้งที่โพสต์ขายครีมก็มีคนสั่งซื้อจนเราแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน นาทีนั้นทำให้ผมมองเห็นโอกาสครั้งใหญ่ที่มาพร้อมกับ ‘โลกออนไลน์’ ได้ชัดเจนมาก

และเชื่อว่าระบบออนไลน์จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจในอนาคตอย่างแน่นอน

DNA

9

อย่าเสียเวลากับสิ่งที่ไม่ใช่

“ทิ้งสิ่งที่ไม่ใช่ เพื่อให้ยังมีเวลาเหลือมากพอที่จะไปตามหาสิ่งที่ใช่ให้เร็วที่สุด”

ในที่สุดปี 2554 ผมกับคุณอีฟก็ตัดสินใจยกเลิกร้านขายเสื้อผ้าเพื่อหันมาเอาจริงเอาจังกับการขายครีมในตลาดออนไลน์แบบเต็มตัว ทั้งที่เพิ่งคัดเสื้อผ้ามาขายกันไม่กี่วันก่อนหน้านั้น แต่ผมยอมขาดทุนครับ

เรายอมเสียค่ามัดจำสินค้า ค่าวัสดุต่าง ๆ ราวแขวน เคาน์เตอร์ หุ่นโชว์ที่ซื้อมาในราคาหลักหมื่น สรุปแล้วเราอยู่กับธุรกิจเสื้อผ้ามาประมาณ 5-6 เดือน แต่คิดถี่ถ้วนแล้วว่าคงไม่มีทางทำกำไรหมุนเวียนกลับคืนมาถึงเราได้แน่

บางทฤษฎีบอกว่า “คุณต้องอยู่กับสิ่งนั้นสิ่งนี้แล้วทำมันซ้ำ ๆ ทำบ่อย ๆ วันหนึ่งจะเห็นผล

แต่ในทฤษฎีของผม “หากคุณอยู่กับสิ่งใดแล้วพบว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่จะพาคุณไปสู่เส้นทางที่ต้องการได้ ให้รีบเปลี่ยนไปตามหาสิ่งที่ใช่กว่าทันที”

อย่าไปเสียเวลาครับ ทิ้งสิ่งที่ไม่ใช่เพื่อให้ยังมีเวลาเหลือมากพอที่จะไปตามหาสิ่งที่ใช่ให้เร็วที่สุด การเปลี่ยนเร็วไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีความอดทน แต่ควรอดทนกับสิ่งที่มีความเป็นไปได้ให้มากกว่า

หลายคนไม่กล้าเปลี่ยน ทั้งที่การลังเลไม่กล้าตัดสินใจอาจทำให้พลาดหลายโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย ผมเองถ้ามองสถานการณ์แล้วเห็นลู่ทางชัดผมเปลี่ยนเส้นทางทันที จะไม่ปล่อยให้โอกาสดี ๆ ผ่านไป

ไม่เคยกลัวล้ม เพราะเชื่อมั่นว่าถึงจะล้มบ้างก็ต้องลุกขึ้นไปต่อได้

หลังจากเข็มทิศชีวิตเปลี่ยนทางผมพาธุรกิจเข้าสู่กระแสตลาดออนไลน์ทันที ยุคแรกของการขายครีมในตลาดออนไลน์เมืองไทยสนุกมาก สินค้าของเรายังคงขายดี และเราก็ยังดำเนินธุรกิจในสไตล์รับมาขายไปเหมือนเดิม

ไม่นานผมก็เริ่มหาลู่ทางในการขยายฐานสินค้า จากที่เราตั้งต้นด้วยครีมสำหรับผิวหน้า ผมก็พยายามมองหาครีมชนิดอื่น ๆ เลือกครีมสำหรับผิวกายดูบ้าง จากนั้นก็เริ่มเลือกซื้อครีมมาทดลองใช้กันเองเพื่อหาตัวที่ดีที่สุด

พยายามเพิ่มช่องทางให้ธุรกิจของเรามีความหลากหลายขึ้น

ต่อเนื่องจากนั้นผมเริ่มสร้างฐาน ‘ตัวแทนจำหน่าย’ และที่ไม่เหมือนใครก็คือ ตัวแทนจำหน่ายของผมล้วนเริ่มต้นจากการเป็น ‘ลูกค้า’ แทบทุกคน

นั่นเพราะลูกค้ามั่นใจในคุณภาพสินค้าครับ เมื่อได้ลองใช้แล้วรู้ว่าครีมของเราดีจริง ผิวหน้าผิวกายของเขาดีขึ้นจนเห็นได้ชัด เขาจะกล้าเปลี่ยนตัวเองจากการเป็น ‘ลูกค้า’ มาเป็น ‘ตัวแทนจำหน่าย’ ทันที

เพราะผิวหน้าและผิวกายของเขาย่อมเป็นหลักประกันในคุณภาพของครีมที่เขาจะขายได้ดีที่สุด

ผมกับคุณอีฟตั้งใจเลือกครีมที่มีคุณภาพเท่านั้น และเราเริ่มต้นจากการซื้อมาใช้เอง ตัวไหนใช้ดีเก็บไว้ ตัวไหนใช้ไม่ดีคุณภาพไม่ได้เราคัดทิ้งทันที

หลักการนี้ผมยึดถือมาถึงปัจจุบัน ของดีมีคุณภาพเท่านั้นที่เราจะขายให้กับลูกค้า

ผ่านไป 2 ปีธุรกิจของเราค่อย ๆ เติบโตและมีแนวโน้มดีมาเรื่อย ๆ ผมจึงวางเป้าหมายต่อไปทันทีว่าจะสร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นของเราเอง 100 เปอร์เซ็นต์

และจะเป็นแบรนด์เครื่องสำอางออนไลน์ที่ลูกค้าสามารถเชื่อมั่นในคุณภาพได้ 100 เปอร์เซ็นต์เช่นกัน

DNA

10

วิกฤติในธุรกิจเกิดได้ทุกเวลา

“ในช่วงที่ธุรกิจกำลังไปได้ดีวิกฤติอาจมาเยือนได้ทุกเมื่อ”

เมื่อคิดจะเปลี่ยนรูปแบบจากการ ‘รับมาขายไป’ เป็นการ ‘ทำครีมของตัวเอง’ ขั้นต่อมาผมพุ่งเป้าไปที่การพูดคุยกับโรงงานเพื่อผลิตครีมของเรา

และสำคัญกว่านั้นคือการตั้งชื่อแบรนด์ ผมกับคุณอีฟช่วยกันตั้งชื่อแบรนด์ของเราว่า ‘พริตตี้อีฟส์’

ใช่แล้วครับ เราคือครีมของพริตตี้นั่นเอง

ชื่อแบรนด์ของเราเกิดขึ้นแบบตรงไปตรงมา เพราะคุณอีฟเป็นพริตตี้ เราไม่หนีห่างไปจากอาชีพตัวเอง และอาชีพนี้ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ครีมเป็นที่รู้จักกว้างขวางจนช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นและตั้งตัวได้

ที่น่าดีใจมากกว่านั้นคือ แม้จะเปลี่ยนชื่อแบรนด์ แต่ทั้งลูกค้าและตัวแทนจำหน่ายของเรายังให้ความเชื่อมั่นติดตามมาด้วยกันตลอด อยู่กันมาตั้งแต่แบรนด์เดิมจนมาถึงแบรนด์ใหม่ พวกเขาไม่ทิ้งเราไปไหนเลย

ผมต้องย้ำจุดยืนของแบรนด์พริตตี้อีฟส์อีกครั้งว่า ‘เราตั้งใจขายของดี’ ตั้งใจจะอยู่ในสายอาชีพนี้ไปตลอด ดังนั้นมุมคิดของผมคือเราจะทำสินค้าให้มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อลูกค้าในภายหลัง

นั่นเพราะเรารักลูกค้าซึ่งเป็นผู้มีพระคุณ และเราก็ใช้ผลิตภัณฑ์ของตัวเองกันทั้งครอบครัวด้วย ดังนั้นการปล่อยปละให้สินค้าไม่มีคุณภาพหรือไม่ได้มาตรฐานเราจะไม่มีวันทำเด็ดขาด และย้ำเรื่องนี้กับโรงงานผลิตอยู่เสมอ

ในระหว่างการเติบโตของเราที่ฐานลูกค้าและตัวแทนจำหน่ายเริ่มขยายขนาดขึ้นเรื่อย ๆ นั้น ทุกอย่างดูเหมือนจะดี แต่แล้วก็ต้องพบกับจุดพลิกผันในชีวิตอีกครั้งจนได้ เพราะลืมไปว่าในการเติบโตของธุรกิจย่อมมีปัญหาเกิดขึ้นได้เสมอ

และก็ถึงเวลาที่วิกฤติครั้งใหญ่มาเยือนธุรกิจของเราครับ

สิ่งที่เกิดขึ้นจากตัวเรา แน่นอนว่าเราควบคุมได้ หากเราเชื่อมั่นในเจตนาของตัวเองว่าจะทำสิ่งที่ดี ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจากเราย่อมต้องดีตามนั้น และเราควบคุมได้ว่าเราจะทำสิ่งที่ดี หรือเลือกจะทำสิ่งที่เลวร้าย

แต่ในทางกลับกัน หากเป็นสิ่งที่คนอื่นคิดจะทำ และหากสิ่งนั้นไม่ใช่เรื่องที่ดี เราคงควบคุมไม่ได้ ผมไม่ทันคิดว่า ในช่วงที่ธุรกิจกำลังไปได้ดี วิกฤติอาจมาเยือนได้ทุกเมื่อ

จนมาได้บทเรียนครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตก็ในวันหนึ่งที่เกิดเรื่องขึ้น หลังจากที่เราได้รับแจ้งว่า ครีมของเราเป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน

และจำเป็นที่ผมต้องเร่งแก้ไขสถานการณ์นี้โดยด่วน

DNA

11

พลั้งพลาดจาก ‘ความไม่รู้’

“ในเส้นทางธุรกิจเราอาจเชื่อใจใครไม่ได้เลย”

สิ่งแรกที่ผมทำเพื่อแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้นคือ ต้องรีบสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าและตัวแทนจำหน่าย พร้อมทั้งรีบจัดการกับสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานนั้นทันที

ผมเชื่อมั่นว่าสินค้าที่ขายเกิดขึ้นจากเจตนาที่ดี ความตั้งใจ จริงใจและซื่อสัตย์กับลูกค้า เราเลือกจะขายสิ่งที่ดีและปลอดภัย ทุกอย่างมาจากความบริสุทธิ์ใจเพราะเราเองก็ใช้ แต่เมื่อเกิดเรื่องขึ้นแล้วคนที่ต้องแก้ไขปัญหาก็ต้องเป็นเรา

นี่เป็นวิกฤติใหญ่ที่ไม่ว่าจะมีสาเหตุจากใคร ไม่ว่าใครจะปัดความรับผิดชอบ แต่ในฐานะเจ้าของแบรนด์เราปฏิเสธความรับผิดชอบนี้ไม่ได้ และต้องทำทุกวิถีทางเพื่อประคับประคองธุรกิจให้ฟื้นกลับมาให้ได้

แต่ก็ได้บทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์นี้ว่า ในเส้นทางธุรกิจ เราอาจพลาดและบาดเจ็บได้เพราะ ‘ความไม่รู้’

ผมและคุณอีฟไม่มีความรู้เรื่องครีมในระดับที่ลงลึกไปถึงขั้นตอนการผสมสารต่าง ๆ การจ้างผลิตสินค้าของเราเป็นเพียงแค่แจ้งกับโรงงานเท่านั้นว่าต้องการให้สินค้ามีคุณสมบัติอย่างไร

 ‘ความไม่รู้’ จึงทำให้เราไม่รู้อยู่ดีว่าสินค้าที่ผลิตและบรรจุเสร็จเรียบร้อยออกมาจากโรงงานนั้นมีคุณภาพได้มาตรฐานมากน้อยแค่ไหน เราไม่รู้เพราะไม่ได้ผลิตเอง และไม่สามารถเข้าไปสังเกตการณ์ในระหว่างการผลิตได้อยู่แล้ว

เมื่อรู้ตัวว่าไม่มีความรู้ หนทางแก้ไขคือเราก็ต้องทำให้ตัวเองมีความรู้ครับ เราต้องกำจัดจุดอ่อนทิ้งไปให้ได้ ผมไม่รอช้า ตัดสินใจทันทีที่จะส่งคุณอีฟไปเข้าคอร์สเรียนกรรมวิธีการผลิตเครื่องสำอางที่ถูกต้องและพร้อมใช้งานได้จริง

เรียนเพื่อให้รู้ลึก รู้จริง เรียนเพื่อจะกลับมาดูแลสินค้าภายใต้แบรนด์ของเราให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานที่สุด

เมื่อถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ผมได้เห็นคุณค่าของความซื่อสัตย์และความเชื่อใจ ซึ่งแม้เราจะร้องขอสิ่งนี้จากใครไม่ได้ แต่สิ่งนี้ที่มาจากใจของเรานี่แหละจะทำให้ลูกค้าจำนวนมากยังคงเชื่อมั่นในความเป็นเราไม่เปลี่ยนแปลง

ผมจึงใช้ความเชื่อมั่นจากลูกค้าเป็นแรงผลักดันให้ตัวเองมุ่งมั่นที่จะทำธุรกิจนี้ต่อไป เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นแม้ไม่ได้เกิดจากการกระทำของเรา แต่เราก็ต้องแก้ไขให้ทุกอย่างขับเคลื่อนต่อไปได้

จะเรียกว่าฝ่าวิกฤติครั้งใหญ่มาได้ด้วย ‘ความจริงใจ’ และ ‘เจตนาที่ดี’ ก็คงไม่ผิดนักครับ

DNA

12

เรียนรู้ที่จะเติบโตจากวิกฤติ

“ธุรกิจที่ขาดความเชื่อมั่นจากลูกค้า ต่อให้มีเงินมากแค่ไหนก็เอาไม่อยู่”

ขณะที่คุณอีฟเข้าคอร์สเรียนผลิตเครื่องสำอางเพื่อให้รู้ถึงขั้นตอนการผลิตอย่างถูกต้อง ได้มาตรฐานและปลอดภัยต่อผู้ใช้ ตัวผมที่อยู่หน้างานก็ยังคงประคับประคองให้ธุรกิจยังคงดำเนินต่อไป เน้นที่การดูแลและสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า

เพราะธุรกิจที่ขาดความเชื่อมั่นจากลูกค้า ต่อให้มีเงินมากแค่ไหนก็เอาไม่อยู่ครับ

พริตตี้อีฟส์กระท่อนกระแท่นกันมาพักใหญ่ในที่สุดก็ผ่านวิกฤติมาได้ พอดีกับที่คุณอีฟเรียนจบคอร์สก็กลับมาด้วยความพร้อมที่จะผลิตครีมตัวแรกของตัวเอง ครั้งนี้เรารู้แล้วว่าครีมถูกสร้างขึ้นอย่างไร ผสมสารอะไร และใช้แล้วให้ผลอย่างไร

ช่วงนั้นแม้จะเปลี่ยนแหล่งผลิตแล้ว แต่ยอมรับว่าความเชื่อใจไม่มีเหลืออยู่เลย เราเชื่อใจใครไม่ได้อีกต่อไป ผมเคยมองโลกสวย คิดว่าหากเราตั้งใจทำสิ่งดี ๆ คนอื่นก็คงจะดีกับเรา แต่ก็ได้เรียนรู้ด้วยตัวเองว่าผมคิดผิด

เพราะในโลกแห่งธุรกิจมีเรื่องของการชิงไหวชิงพริบกันอยู่ตลอดเวลา

การกลับมาของคุณอีฟไม่ต่างอะไรกับการกลับมาสร้างพลัง สร้างแรงบันดาลใจให้ผมต้องการผลิตครีมของตัวเองทันที เพราะตอนนี้เรามีความรู้แล้ว เราสามารถสร้างสิ่งที่เป็นของเราในรูปแบบที่เรารู้จริงได้แล้ว

ช่วงที่ไปเรียน ในจำนวนนักเรียน 10 คน คุณอีฟเป็นคนที่ได้รับคำชมจากอาจารย์ว่าปั่นครีมออกมาได้ดีที่สุด ผมไม่รอช้าครับ หยิบครีมตัวนี้ซึ่งเป็น ‘ครีมตบสิว’ มาลองใช้พร้อม ๆ กับที่ลงทุนซื้อเครื่องปั่นครีมเป็นของตัวเองด้วยเงินทุนก้อนสุดท้าย

ถือเป็นการเปิดตัวสินค้าใหม่ล่าสุดในแบรนด์ใหม่เช่นกัน

และนั่นคือการเกิดขึ้นของ ‘EVE’s’ ครับ

ช่วงประมาณปี 2557-2558 เราเปลี่ยนแบรนด์เป็น ‘EVE’s’ ภายใต้การประกอบร่างใหม่ และไม่นานสินค้าในแบรนด์เก่าก็ค่อย ๆ หมดไป คงไว้แต่ผลิตภัณฑ์ที่เป็นของ EVE’s อย่างแท้จริงนับแต่นั้นเป็นต้นมา

EVE’s เกิดขึ้นในช่วงที่เรามีความรู้ ครีมบางตัวเราผลิตเอง และบางตัวอาจยังต้องจ้างโรงงาน แต่รูปแบบการสั่งผลิตเปลี่ยนไปแล้ว เพราะครั้งนี้เราเข้าถึงโรงงาน ไม่ใช่แค่โทรศัพท์ไปสั่งว่า “ขอขาว ใส ห้ามใส่สาร” เหมือนอย่างที่เคยทำมา

เพราะอย่างที่บอกครับ เราเชื่อใจใครไม่ได้อีกแล้ว

เราเริ่มรู้จักต่อรอง รู้จักที่จะพูดถึงสารแต่ละชนิดที่จะนำมาเป็นส่วนผสม รู้ว่าควรจะใช้สารตัวนี้มากน้อยเท่าไร เราเปลี่ยนรูปแบบการพูดคุยจากเด็กที่ไม่รู้อะไรเลยมาเป็นการทำธุรกิจของคนที่มีความรู้ และใครจะมาหลอกเราไม่ได้

รวมถึงบทสนทนาของเราก็เปลี่ยนไปด้วย เมื่อไปในฐานะของคนที่มีความรู้การสั่งผลิตครีมตัวหนึ่งเราจะบอกเลยว่าต้องการใช้ส่วนผสมแต่ละชนิดเท่าไร ต้องการเพิ่มหรือลดสารตัวใดบ้าง

และเมื่อบทสนทนาเป็นแบบนี้โรงงานก็จะเข้าใจได้เองว่าคนจ้างผลิตมีความรู้ แน่นอนว่าเขาจะทำงานยากขึ้นเพราะรูปแบบการทำธุรกิจของเราเข้มข้นขึ้นนั่นเอง

เหตุผลที่เรายังต้องจ้างโรงงานอื่นผลิตบางส่วน เพราะสินค้าของเราขายดีมากจนเครื่องปั่นที่สั่งซื้อมาใช้ไม่สามารถผลิตได้ทันกับยอดขาย กระแสการขายออนไลน์ยุคนั้นมาแรงมาก และจำนวนตัวแทนจำหน่ายของเราก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ซึ่งต้องขอบคุณในความเชื่อมั่นที่มีให้กันมาตลอดทั้งจากลูกค้าและตัวแทนจำหน่าย ผมเชื่อว่าการที่ EVE’s ยังคงอยู่มาได้แม้จะเจอวิกฤติก็เพราะความมีสัจจะของเราที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ที่สนับสนุนและร่วมธุรกิจด้วยกันทุกคน

ที่สำคัญที่สุด ในจุดเริ่มต้นก่อนมาถึงวันนี้ของ EVE’s ผมต้องขอขอบพระคุณคุณพ่อคุณแม่ของคุณอีฟ ‘ป๊า’ และ ‘แม่พร’ ที่ถือเป็นผู้ร่วมบุกเบิก EVE’s จนทำให้เราเติบโตอย่างมั่นคงถึงวันนี้

การจะรักษาธุรกิจไว้ได้นาน ๆ ผมเชื่อเสมอว่าต้องยึดถือความจริงใจ สัจจะและความซื่อสัตย์เป็นหลัก ต้องซื่อสัตย์ทั้งกับตัวเอง ตัวแทนจำหน่ายและลูกค้า ที่เหลือหลังจากนั้นคือต้องพยายามมีสติเพื่อนำพาตัวเองให้รอดพ้นจากวิกฤติให้ได้

มีความรู้ จริงใจ มีสัจจะ ซื่อสัตย์ และมีสติ ผมเชื่อว่าจะทำให้เรารอดทุกสถานการณ์ครับ

DNA

13

หาพันธมิตรวิสัยทัศน์เดียวกัน

“พันธมิตรทางธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์เดียวกันหาไม่ได้ง่าย ๆ แต่วันหนึ่งแรงดึงดูดบางอย่างจะพาคน ๆ นี้มาให้เราได้เจอ”

แม้คุณอีฟจะมีบทบาททำให้ครีมของเรานับตั้งแต่แบรนด์แรกจนมาถึง EVE’s เป็นที่รู้จัก แต่คนที่เข้ามาสร้างยอดขายได้มากมายต่อเนื่องถึงขั้นกระหน่ำซ้ำยอดขายให้เพิ่มขึ้นแบบถล่มทลายก็คงต้องเป็น ‘คุณจ๋า’ ครับ

ผมได้รู้จักคุณจ๋าจากการเป็นเพื่อนคุณอีฟ เขาสองคนรู้จักกันตั้งแต่ยังทำงานเป็นพริตตี้ ด้วยความที่คุยเก่ง มีสไตล์ในการนำเสนอสินค้าที่น่าสนใจ วันหนึ่งคุณอีฟจึงติดต่อให้คุณจ๋ารีวิวครีมให้กับเราผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว

คนเราย่อมมีความสามารถแตกต่างกัน ผมอาจเหมาะที่จะเป็นคนคิดแผนงานและบริหารให้ลูกทีมเดินไปตามแผนนั้น ส่วนคุณอีฟก็ประจำอยู่ในห้องแล็บเพื่อคิดค้นผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ ๆ ออกมาตอบโจทย์ลูกค้า

แต่สำหรับคุณจ๋า คนนี้เหมือนเกิดมาเพื่อขายครับ เมื่อขอทดลองใช้ครีมด้วยตัวเองและเห็นผลดีก็พร้อมรีวิวขายทันทีด้วยสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ หลังจากนั้นผลตอบรับดีมาก สินค้าขายดีจนแทบผลิตไม่ทัน

และต่อมาคุณจ๋าก็ก้าวสู่การเป็นตัวแทนจำหน่ายเหมือนคนอื่น ๆ

แต่ที่จะต่างไปจากคนอื่นอยู่บ้างก็ตรงที่วันหนึ่งคุณจ๋าได้กลายมาเป็นหุ้นส่วนร่วมกับผมและคุณอีฟ

พันธมิตรทางธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์เดียวกันหาไม่ได้ง่าย ๆ นะครับ และถึงแม้เราจะไม่ได้มุ่งมั่นตามหาคนแบบที่ว่านี้อยู่ตลอดเวลา แต่ผมเชื่อว่าวันหนึ่งแรงดึงดูดบางอย่างจะพาคน ๆ นี้มาให้เราได้เจอ

การเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนของคุณจ๋าผมไม่ได้มองแค่ว่าเขาทำยอดขายได้ดีแล้วรีบรับเข้ามา ไม่ใช่เลยครับ แต่สิ่งที่คุณจ๋ามีคือความเข้าใจในความเป็น EVE’s มีแนวความคิดเป็นไปในทางเดียวกัน และนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้คุณจ๋าถูกเลือก

คุณจ๋าเริ่มต้นจากการเป็น ‘ผู้ใช้’ ที่เห็นผลจริง ชื่นชอบในตัวสินค้าจริง ๆ จึงกล้ารีวิว ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น ‘ตัวแทนจำหน่าย’ และปัจจุบันแม้จะมีสถานะเป็น ’หุ้นส่วน’ ด้วยก็ตาม

แต่ในมุมมองของคนจำนวนมาก คุณจ๋ายังเป็นต้นแบบของสุดยอดตัวแทนจำหน่ายครับ

ถ้าคุณอีฟคือจุดเริ่มต้นของการทำครีมในมิติใหม่จากพื้นฐานของการ ‘รู้ลึก’ ‘รู้จริง’ คุณจ๋าก็คือคนที่ทำให้ EVE’s เติบโตในตลาดออนไลน์จนเป็นที่รู้จักและสามารถขยายฐานตัวแทนจำหน่ายไปทั่วประเทศ

หลักการบริหารของ EVE’s คือ ‘ซื่อสัตย์’ ‘จริงใจ’ และ ‘ตรงไปตรงมา’ คุณอีฟอยู่หลังบ้าน คุณจ๋าอยู่หน้าบ้าน ผมคอยหนุนอยู่ด้านหลังเพื่อชี้จุดต่าง ๆ ทั้งที่ดีอยู่แล้วหรือบกพร่องให้แต่ละคนเข้าไปช่วยกันแก้ไข

ทำให้ EVE’s มีความพร้อมรอบด้าน และเรามีการทำงานแบบสามประสานที่ลงตัวที่สุดครับ

DNA

14

ยิ่งเร่งอาจยิ่งล้า

“ต้องผ่อนแรงระหว่างทางบ้าง เพื่อไม่ให้ล้าเร็วเพราะวิ่งไวเกินไป”

อีกเป้าหมายหนึ่งของการส่งคุณอีฟไปเรียนผลิตเครื่องสำอางนอกจากการเติมความรู้ให้ตัวเองแล้ว ช่วงนั้นผมยังวางแผนที่จะสร้างโรงงานผลิตเป็นของตัวเอง เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจในคุณภาพของสินค้าได้มากขึ้น

หลังจากมีคุณจ๋าเข้ามาเป็นหุ้นส่วน ไม่เกิน 2 ปีโรงงานที่ผมคิดไว้ก็เกิดขึ้นที่จังหวัดนครปฐม ซึ่งต้องขอบคุณ ‘คุณเก๋’ และ ‘อาจารย์เล็ก’ อย่างมากที่มีส่วนช่วยเหลือในเรื่องนี้จนเรามีแหล่งผลิตสินค้าเป็นของตัวเอง

แต่อย่างไรก็ตามเราก็ยังต้องจ้างโรงงานอื่นผลิตควบคู่กันไปด้วยอยู่ดี เพราะปัญหาเดิมของเราคือความต้องการสินค้ายังสูงกว่ากำลังการผลิตของเรา  

การพุ่งสู่เป้าหมายและการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างรวดเร็วของ EVE’s แม้จะสร้างความสำเร็จให้กับเราอย่างมากมาย แต่เชื่อไหมว่าวันหนึ่งผมเกิดหมดไฟในการทำงานขึ้นมาเสียอย่างนั้น

ฟังดูไม่น่าเชื่อว่าท่ามกลางความรุ่งเรืองของแบรนด์ การมีโรงงานเป็นของตัวเอง และยอดขายที่มีมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีจะทำให้หมดไฟไปได้ ทั้งที่ผมควรจะยิ่งไต่ระดับขึ้นสู่ความสำเร็จที่ยิ่งกว่า

อาจเป็นเพราะก่อนนั้นผมต้องวิ่งเร็วมาตลอดเพื่อสร้างแบรนด์ให้แข็งแรง และทุกโอกาสก็ดำเนินไปอย่างรวดเร็วจนต้องรีบตามให้ทันทั้งที่ผมเองยังรักอิสระ และยังอยากสนุกกับการได้ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ในชีวิต

ช่วงนั้นผมจึงใช้เวลาไปกับการเที่ยวเพื่อค้นหาความเป็นตัวเอง พยายามค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบด้วยการไปลองทำนั่นทำนี่หลายสิ่งหลายอย่างเพื่อให้ได้รู้ว่าอะไรใช่สำหรับเรา และหนึ่งในนั้นคือหมกมุ่นอยู่กับการ ‘เล่นหุ้น’ นานพอสมควร

สุดท้ายหุ้นก็นำพาวิกฤติมาให้ชีวิตอีกครั้ง ด้วยเหตุผลที่ว่าเรามีความรู้ไม่พอ จึงเสียเงินกับหุ้นไปไม่น้อย การใช้เวลาอยู่กับการเที่ยวและเล่นหุ้นมากเกินไป ทำให้ผมเบื่อที่จะทำงานและหมดไฟที่จะไปต่อในธุรกิจครีม

การหมดไฟของผมถือเป็นวิกฤติที่สุดของธุรกิจแล้วครับ และก็เป็นวิกฤติที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากใครหรือปัจจัยภายนอกอะไรเลย แต่เกิดขึ้นจากตัวผมคนเดียว

และแล้วก็นัดประชุมกันระหว่างหุ้นส่วนทั้งสาม คุณอีฟและคุณจ๋าเป็น 2 คนแรกที่รู้เรื่องการหมดไฟของผม ผมเรียกประชุมเพราะคิดว่าต้องมีการวางเป้าหมายใหม่ และผมอาจไม่ไปต่อ

ทั้งสองอึ้งไปเหมือนกันกับสถานการณ์ทางความรู้สึกของผม คนรอบข้างสับสนไปหมดกับสิ่งนี้ ผมเองก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร มันเหนื่อยและเบื่อไปหมดจากหลายปัญหารอบด้าน

ประกอบกับช่วงนั้นหลังจากที่คุณจ๋าก้าวเข้ามาเป็นหุ้นส่วนแล้ว ก็เริ่มมีเสียงสะท้อนจากตัวแทนจำหน่ายคนอื่น ๆ ว่า ทำไมคุณจ๋าที่มีสถานะเป็นหุ้นส่วนจึงยังขายปลีกอยู่ในเฟซบุ๊กตัวเอง

เรื่องนี้ผมต้องอธิบายว่า คุณจ๋าเริ่มต้นจากการตัวแทนจำหน่าย และทำยอดขายได้สูงมากจนผมและคุณอีฟรู้สึกว่าไม่ต้องการเอาเปรียบในส่วนของกำไร จึงให้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในหุ้นส่วน แต่ตอนนั้นเป็นหุ้นส่วนแค่ 15 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ในสัดส่วนนี้คุณจ๋าจึงมีหน้าที่ประชาสัมพันธ์สินค้าและสามารถรับสินค้าจากบริษัทไปขายปลีกเองได้ด้วย ซึ่งผมไม่ถือว่าผิดกติกา เพราะช่วงนั้นเรายังให้ความสำคัญกับตัวสินค้าและการขายปลีก

แต่เมื่อเกิดเป็นข้อครหาขึ้นผมก็จำเป็นต้องแก้ปัญหาทั้งที่ตอนนั้นรู้ดีว่าตัวเองหมดไฟแล้ว แต่ต้องหยุดความรู้สึกนี้เพื่อพยายามเรียกสติตัวเองกลับมาสนใจธุรกิจของตัวเองให้มากขึ้นกว่าเดิมเพื่อแก้ปัญหาทุกอย่างให้ได้

ครั้งนั้นผมได้รู้ว่า ในบางเวลาเราต้องผ่อนแรงระหว่างทางบ้าง เพื่อไม่ให้ล้าเร็วเพราะวิ่งไวเกินไป จนพาให้หมดไฟไปเสียดื้อ ๆ

                และนับจากนั้นผมคิดว่าถึงเวลาที่ต้องนำตัวเองกลับเข้าสู่เส้นทางบริหารอีกครั้ง

DNA

15

ใจแลกใจ

“ผมชัดเจนในวันนั้นทันทีว่าสิ่งที่มีอยู่ในตัวผมคือ DNA EVE’S”

ผมแก้ไขปัญหาในกรณีของคุณจ๋าด้วยการให้หยุดขายปลีกทันที ทั้งที่ตอนนั้นคุณจ๋าขายและสร้างรายได้ให้ตัวเองเป็นจำนวนมหาศาล

จากนั้นผมนำสินค้ากลับเข้าสู่ระบบเพื่อให้ไปอยู่ในส่วนกลาง และเพื่อพร้อมจะกระจายเป็นของตัวแทนจำหน่ายทุกคน ซึ่งคุณจ๋าก็ยินยอมและเสียสละในเรื่องนี้

ผมปรับแผนการบริหารใหม่ทั้งหมด ดึงคุณจ๋าเข้ามาเป็นหุ้นส่วนแบบเต็มตัว เราทำระบบทีมกันใหม่ หันมาปรับระบบตัวแทนจำหน่ายให้ดีขึ้นกว่าเดิม

หลังจากนี้เราจะโฟกัสตัวแทนจำหน่ายให้มากขึ้นกว่าที่ผ่านมา

ต่อมาผมมีแถลงการณ์ไปถึงตัวแทนจำหน่ายทุกคนเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน หลักใหญ่ใจความของแถลงการณ์ฉบับนี้คือ การผลักดันให้ตัวแทนจำหน่ายเติบโตเพื่อมีคุณภาพชีวิตที่ดีภายใต้หัวข้อ

‘สินค้าคุณภาพสู่การสร้างชีวิตที่ดีขึ้น’

ผมเริ่มทดสอบระบบแผนงานใหม่ในช่วงปลายปี 2560 หวังจะดูแลตัวแทนจำหน่ายด้วยระบบใหม่นี้ ต้องยอมรับตามตรงว่าก่อนหน้านั้นผมคงดูแลตัวแทนจำหน่ายไม่ดีพอ ซึ่งถือเป็นการบริหารที่ผิดพลาดของผมเอง

ที่ผ่านมาผมยึดลูกค้าเป็นหลัก คิดเพียงแต่จะหาสินค้าที่ตอบโจทย์ลูกค้าเพื่อให้เขาใช้แล้วส่งผลดีที่สุดกับสุขภาพผิว จึงมุ่งให้ความสำคัญกับลูกค้าในสัดส่วนที่มากกว่า

และผมเองก็ไม่ทันคิดว่า ตัวแทนจำหน่ายของ EVE’s จะค่อย ๆ เพิ่มจำนวนขึ้นจากเดิมเยอะมาก

ทั้งที่เราโฟกัสลูกค้ามาตลอด แต่ตัวแทนจำหน่ายยังอยู่กับเรา ไม่เคยทิ้งเราแม้ในบางช่วงที่ยอดขายไม่ดี ตัวแทนจำหน่ายหลายคนอยู่กับเรามาตั้งแต่วันที่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน

หลังการวางระบบใหม่ผมจึงตั้งใจเชิญตัวแทนจำหน่ายระดับ VIP ซึ่งตอนนั้นมีอยู่ 18 คนเข้ามาพบปะกินข้าวกันสักมื้อ เพราะตลอดเวลาที่ทำธุรกิจร่วมกันมาหลายปีพวกเรายังไม่เคยได้เจอกันเลย

ตัวแทนจำหน่ายที่มาตามคำเชิญในวันนั้นเดินทางมาจากทั่วประเทศ ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี อุบลราชธานี ฯลฯ ทั้งมากินข้าวกัน มาประชุมทำความรู้จักกันให้มากขึ้น

และเหตุการณ์ในวันนั้นเองที่เติมไฟเติมพลังชีวิตให้ผมอีกครั้งหนึ่ง

การพูดคุยกันของพวกเราเริ่มต้นที่คุณจ๋า ได้ฟังความรู้สึกจากคุณจ๋าซึ่งเน้นมาที่การขอบคุณผมและคุณอีฟ ขอบคุณที่ทำให้มีบ้าน มีชีวิตใหม่ มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีจนสามารถดูแลคนในครอบครัวให้มีความสุขได้

ผมพูดคุยและทำความรู้จักกับตัวแทนจำหน่ายทุกคน และเพิ่งได้รู้ว่าตัวแทนจำหน่ายหลายคนยึดธุรกิจนี้เป็นอาชีพหลัก และอีกหลายคนไม่ทำอาชีพอื่นเลยนอกจากขายสินค้าของ EVE’s อย่างเดียว

ทุกคนนั่งล้อมเป็นวงใหญ่แล้วต่างก็มองมาที่ผมเป็นจุดเดียว

วันนั้นผมได้เห็นสีหน้าแววตาของตัวแทนจำหน่ายทุกคนที่บ่งบอกได้ถึงความรู้สึกดี ๆ ในหัวใจของพวกเขา แววตานั้นแฝงไปด้วยความรักและความหวังที่พร้อมจะฝากชีวิตไว้กับ EVE’s และยกให้ผมเป็น ‘บอส’ ของพวกเขาทุกคน

อาจจะขัดเขินอยู่บ้างกับตำแหน่ง ‘บอส’ แต่ก็รู้สึกตื้นตันใจที่ได้รับรู้ถึงความรู้สึกของทุกคนในวันนั้น จนแอบมีคำถามเกิดขึ้นในใจตัวเองว่า

“แล้วกูจะหมดไฟไปเพื่ออะไรวะ”

ผมต้องขอบคุณตัวแทนจำหน่ายด้วยซ้ำที่จับมือกันแน่นเสมอมา ความรู้สึกบางอย่างที่เกิดขึ้นในวันนั้นสำหรับผมมันประเมินค่าไม่ได้เลย ความเอื้อเฟื้อของพวกเขาที่ส่งมาถึงผมเป็นแรงบันดาลใจให้ความคิดบางอย่างของผมเปลี่ยนไป

และผมชัดเจนในวันนั้นทันทีว่า สิ่งที่มีอยู่ในตัวผมคือ DNA EVE’S

และพวกเขาทุกคนก็มี DNA EVE’S เช่นกันครับ

พวกเราคือกลุ่มคนที่มี DNA เดียวกัน มีทัศนคติไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ได้ต้องการจะขายสินค้าเพื่อความร่ำรวยเพียงอย่างเดียว แต่พวกเราชาว EVE’S รู้จักการแบ่งปัน รู้จักช่วยเหลือคนอื่น จริงใจและตรงไปตรงมาเหมือนกันทุกคน

เท่านั้นแหละครับ พลังชีวิตทั้งหมดกลับคืนมาทันที ผมได้เห็นแล้วว่าสิ่งที่ทำไปทั้งหมดเปลี่ยนชีวิตใครอีกหลายคน โดยที่ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยรู้มาก่อน ความรู้สึกต่าง ๆ จึงทำให้ผมพร้อมที่จะกลับมาลุยธุรกิจตัวนี้อีกครั้งแบบเกินร้อย

ขอบคุณทุกท่านจริง ๆ ครับ

DNA

16

ขยายโอกาสให้ธุรกิจ

“การควบคุมการผลิตได้ทั้งหมดคือ หนทางเดียวที่จะทำให้เราเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าได้ดีที่สุด”

หลังการเติมไฟเติมพลังชีวิตกันแล้ว EVE’s กลับเข้าสู่เกมครับ เราจะไปต่อและจะไม่หยุดอยู่แค่นี้ ผมหันมาคิดสารพัดวิธีการเพื่อเตรียมกระตุ้นยอดขาย ในขณะเดียวกันก็มุ่งให้ความสำคัญกับตัวแทนจำหน่ายอย่างจริงจัง

เพราะถึงเวลาที่เราต้องทรานส์ฟอร์มองค์กรแล้วครับ

และการปรับระบบใหม่ครั้งนั้นก็ทำให้ EVE’s สามารถสร้างรายได้และเติบโตมากขึ้นเป็น 2 เท่า

ทุกอย่างตอนนี้ดูดีหมดครับ แต่ก็เกิดปัญหาเดิมขึ้นอีกจากการที่โรงงานนครปฐมยังผลิตสินค้าไม่ทันกับความต้องการของลูกค้าและตัวแทนจำหน่าย

ปี 2561 ผมตั้งธงไว้เลยว่าจะต้องสร้างโรงงานผลิตแห่งใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม เพื่อรองรับปริมาณการผลิตให้เพียงพอ ทดแทนโรงงานเดิมที่ดูจะเล็กเกินไปแล้วสำหรับการเติบโตของ EVE’s

และทันทีที่คิด การก่อสร้างก็เริ่มต้นและแล้วเสร็จพร้อมผลิตในปีเดียวกัน

โรงงานแห่งใหม่ของเราคือ ‘NEJ Science’

ส่วนหนึ่งที่อยากมีโรงงานใหญ่ขึ้นก็เพื่อรองรับการผลิตไว้ทั้งหมดโดยไม่ต้องแบ่งไปผลิตที่โรงงานอื่น เพราะแม้เราจะมีความรู้ไปต่อรองราคาและปริมาณสารตัวสำคัญที่ใช้ผลิตเครื่องสำอางกับผู้ผลิตอื่นได้ก็จริงอยู่

แต่เราไม่มีทางรู้เลยว่าเขาจะเติมสารแต่ละชนิดตามปริมาณที่เราต้องการจริงหรือไม่ หรือหากเขาจงใจลดปริมาณสารเพื่อลดต้นทุนเราก็ไม่รู้อยู่ดี และมากกว่านั้นหากสินค้าที่ผลิตออกมาไม่ได้มาตรฐานย่อมส่งผลต่อคุณภาพสินค้าของเรา

การมีโรงงานของตัวเองแบบครบวงจรจะทำให้เราเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าได้ดีที่สุด พูดง่าย ๆ คือ การควบคุมการผลิตได้ทั้งหมดคือหนทางเดียวที่จะทำให้เราเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าได้ดีที่สุดครับ

เพราะผมรู้ว่าผลิตภัณฑ์ตัวไหนต้องใส่สารชนิดไหน ปริมาณเท่าใด หากผมไม่ซื่อสัตย์ในปริมาณสารเหล่านี้หรือตั้งใจโกงลูกค้าทีมงานฝ่ายผลิตจะต้องรู้ และผมก็จะขาดความน่าเชื่อถือในสายตาของพวกเขาทันที แล้วผมจะทำไปเพื่ออะไร

นอกจากนี้สิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจว่าไม่มีใครเหมือน EVE’s แน่นอนก็คือ โดยปกติแล้วโรงงานผลิตทั่วไปมักไม่อนุญาตให้ลูกค้าเข้าชมขั้นตอนการผลิต และส่วนใหญ่ปิดกั้นพื้นที่ผลิตให้กลายเป็นเขตต้องห้ามสำหรับลูกค้า

แต่สำหรับ EVE’s ผมไม่คิดอย่างนั้น ลูกค้าควรมีโอกาสได้เห็นขั้นตอนการผลิตสินค้าของเขา ผมชัดเจนในเรื่องนี้ นี่คือนโยบายที่แม้จะไม่เคยมีใครทำมาก่อน แต่ผมจะทำ

ที่ NEJ Science ทั้งลูกค้าและตัวแทนจำหน่ายจะได้เห็นที่มาของสินค้าที่ตัวเองใช้ตั้งแต่เริ่มต้นผลิตจนออกสู่ตลาด เพื่อเป็นเครื่องยืนยันในคุณภาพของผลิตภัณฑ์จาก EVE’s ทุกชิ้น

EVE’s จึงเป็นเครื่องสำอางแบรนด์แรกและแบรนด์เดียวในตลาดออนไลน์ที่มีโรงงานผลิตเป็นของตัวเอง

รวมทั้งยังเป็นโรงงานเปิดแห่งเดียวในปัจจุบันอีกด้วย

อีกนโยบายสำคัญของ EVE’s คือ เราจะไม่ผลิตครีมออกมามากจนค้างสต็อกอยู่นานเกิน 3 เดือน เพื่อรักษาคุณภาพให้เป็นครีมที่ยังสดและคงคุณสมบัติที่ดีเยี่ยมสำหรับการดูแลผิว แม้อายุของครีมโดยปกติจะนานถึง 2 ปีก็ตาม

จึงมั่นใจได้ว่าทั้งตัวแทนจำหน่ายและลูกค้าจะได้รับสินค้าที่สดและใหม่จาก EVE’s เสมอ

ดังนั้นผมจึงต้องย้ำกับตัวแทนจำหน่ายว่า ควรสั่งสินค้าในจำนวนที่มั่นใจว่าจะขายหมด ผมไม่สนับสนุนให้ตุนสินค้าเป็นจำนวนมาก เพื่อไม่ให้สินค้าถูกกักอยู่นานกว่าจะถึงมือลูกค้า

นี่คือหลักในการรักษาคุณภาพสินค้าของ EVE’s ครีมทุกตัวของเราจึงเหมือนเพิ่งออกจากเตา และที่ผ่านมาตัวแทนจำหน่ายจะยึดหลักการนี้เช่นเดียวกันทั้งหมด ทำให้ลูกค้าได้รับสินค้าใหม่อยู่เสมอ

นอกจากนี้ผมยังไม่เคยเปิดจองสินค้าเพื่อขอเก็บเงินมัดจำก่อนด้วย เพราะจะมีประโยชน์อะไรหากผมได้เงินแต่ต้องทำให้ตัวแทนจำหน่ายเดือดร้อน ลักษณะนี้ผมไม่ต้องการ

การวางระบบแบบนี้ผมยังเผื่อถึงในอนาคตด้วยหากเกิดวิกฤติใดขึ้น เงินในกระเป๋าของตัวแทนจำหน่ายจะยังเหลือให้เขาใช้ดูแลชีวิตตัวเองได้ ไม่จมอยู่กับสินค้าในสต็อกตัวเอง ผมวางระบบโดยคิดเผื่อตัวแทนจำหน่ายทุกคนไว้แล้ว

EVE’s มีโรงงานเป็นของตัวเอง เพราะฉะนั้นเรายืดหยุ่นได้ทุกอย่าง

ส่วนเรื่องการขาย EVE’s ไม่จำกัดขอบเขตการขายของตัวแทนจำหน่าย จะเปิดอิสระไม่ว่าจะขายออนไลน์หรือออฟไลน์ และเราก็ไม่มีนโยบายขายปลีกแข่งกันเอง หากมีลูกค้าติดต่อเข้ามาที่บริษัทเราจะส่งต่อไปยังตัวแทนจำหน่ายทันที

เรายึดถือความซื่อสัตย์ในการทำธุรกิจครับ

เพียงแต่ขออย่างเดียวว่า ตัวแทนจำหน่ายอย่าขายสินค้าตัดราคากันเองก็พอ อย่าแข่งกันที่การตัดราคา ขอให้แข่งกันที่การดูแลและบริการลูกค้าหลังการขายจะดีกว่า ทำธุรกิจโดยไม่ทำร้ายเพื่อนร่วมอาชีพผมว่าจะยั่งยืนกว่า

และยังเป็นช่องทางสร้างอาชีพให้ทุกคนได้ทำธุรกิจร่วมกันในระยะยาวอีกด้วย

DNA

17

ยิ่งให้ยิ่งได้

“เปลี่ยนตัวเองจากการเป็นผู้รับมาเป็นผู้ให้เพื่อตอบแทน”

ที่ผ่านมาทุกนโยบายของ EVE’s มีขึ้นเพื่อเน้นให้เกิดประโยชน์กับลูกค้าและตัวแทนจำหน่ายมากที่สุด ทุกคนมีส่วนร่วมในการเติบโตของ EVE’s และที่ผ่านมา EVE’s ได้รับสิ่งดี ๆ ทั้งจากลูกค้าและตัวแทนจำหน่ายเสมอมา

วันนี้ถึงเวลาที่เราต้องตอบแทนกลับคืนแล้วครับ

จึงเป็นที่มาของ ‘นโยบาย 3 ต.’ นั่นคือ ตอบแทนลูกค้า ตอบแทนตัวแทนจำหน่าย และตอบแทนสังคม

  1. ตอบแทนลูกค้า

เป้าหมายหลักของการผลิตเครื่องสำอาง EVE’s คือการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพในระดับที่ใช้แล้วเห็นผลจริง ผู้ใช้ไม่ต้องกังวลในเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย และเป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูงในราคาที่เหมาะสม

โดยเฉพาะเรื่องราคา EVE’s สามารถผลิตสินค้ามีคุณภาพในราคาที่คนทั่วไปซื้อใช้ได้ง่าย เพราะเรามีโรงงานขนาดใหญ่ที่สามารถผลิตสินค้าได้นับแสนชิ้นต่อเดือน

ดังนั้นเมื่อผลิตเป็นจำนวนมากเราก็สามารถสั่งซื้อวัตถุดิบต่าง ๆ ได้ในราคาที่ต่ำลง และเมื่อต้นทุนการผลิตไม่สูง สินค้าของเราจึงมีราคาที่ทุกคนเอื้อมถึง

เครื่องสำอางเป็นสินค้าที่มีค่าการตลาดค่อนข้างสูง และเครื่องสำอางโดยทั่วไปนอกเหนือจากค่าจ้างผลิตแล้วยังมีค่าจ้างทีมวิจัย ค่าโฆษณา ค่าตัวแทนจำหน่าย ค่าพรีเซนเตอร์และค่าอื่น ๆ อีกจิปาถะ

แต่ EVE’S ไม่เหมือนใคร เพราะเรามีทุกอย่างครบวงจร เราจึงสามารถควบคุมคุณภาพและตั้งราคาขายที่เหมาะสมได้จากการที่เป็นผู้ผลิตเอง

ดังนั้นค่าการตลาดของ EVE’S จึงต่ำ แต่สินค้ามีคุณภาพสูงในราคาที่เหมาะส ม

แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอกับการที่คิดจะตอบแทนลูกค้า เพราะผมคิดว่าลูกค้าต้องได้มากกว่านั้น จึงเลือกใช้วิธีเพิ่มปริมาณของสินค้าให้มากขึ้นในราคาเท่าเดิม

แต่การเพิ่มความจุของสินค้าให้มากขึ้นย่อมส่งผลให้ระยะเวลาที่ลูกค้าจะใช้สินค้าหมดถูกยืดออกไป ซึ่งอาจกระทบต่อยอดขายของตัวแทนจำหน่าย เพราะในแต่ละเดือนลูกค้าอาจซื้อสินค้าน้อยลง

จึงเป็นโจทย์ให้เราต้องมาคิดทางออกไว้ด้วยว่า จะตอบแทนลูกค้าอย่างไรให้ตัวแทนจำหน่ายยังขายได้เหมือนเดิม ก็ได้คำตอบว่า การตอบแทนลูกค้าด้วยการเพิ่มปริมาณต้องให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมด้วย

ทุกฝ่ายต้องได้ประโยชน์จากทุกนโยบายของ EVE’s ครับ

  1. ตอบแทนตัวแทนจำหน่าย

ผมมีความมุ่งหวังที่จะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับตัวแทนจำหน่ายทุกคน พยายามจัดโปรโมชั่นให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นเพื่อกระตุ้นยอดขาย EVE’s ทำธุรกิจในรูปแบบของการเกื้อหนุนซึ่งกันและกันครับ

ผมตั้งใจจะทำให้ตัวแทนจำหน่ายทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้น อยากเห็นทุกคนสุขสบาย มีทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากมี และเมื่อร่วมทำงานหนักกันแล้วก็จะได้ไปเที่ยวพักผ่อนประจำปีด้วยกัน

วันนี้ EVE’s เป็นเหมือนครอบครัวใหญ่ที่มีสมาชิกในครอบครัวกระจายอยู่ทั่วประเทศ เดิมทีเรามีความใกล้ชิดกับตัวแทนจำหน่ายที่อยู่ลำดับติดกับบริษัท ส่วนลำดับห่างออกไปเราอาจยังดูแลไม่ทั่วถึง

จากการจัดทริปท่องเที่ยวด้วยกันของ EVE’s ในปีแรกมีตัวแทนจำหน่ายไปกับเราแค่ 10 คนเท่านั้น แต่หลังจากนี้ไปเราจะส่งต่อความสัมพันธ์ไปยังตัวแทนจำหน่ายรายเล็ก ๆ ที่อยู่ห่างออกไป

เพื่อให้ทุกชีวิตได้มีส่วนร่วมกับทุกกิจกรรมของ EVE’s มากขึ้น

ผมมีกิจกรรมกีฬาสีให้ทุกคนจากทั่วประเทศได้มาแบ่งทีมร่วมสนุกกัน แต่จุดมุ่งหมายที่สำคัญกว่านั้นคือ นี่เป็นช่วงเวลาที่เราทุกคนจะได้พบปะกัน ได้พูดคุยกระชับความสัมพันธ์  ซึ่งผมเชื่อว่าทุกคนพร้อมแบ่งปันสิ่งดี ๆ ให้กันเสมอ

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมพัฒนาศักยภาพของตัวเองและทีมกิจกรรมเก็บแต้มเพื่อท่องเที่ยวประจำปี โดยจะกระจายกลุ่มตัวแทนจำหน่ายให้กว้างขึ้นเพื่อทุกคนทุกระดับจะได้มีโอกาสไปเที่ยวด้วยกันมากกว่าเดิม

รวมถึงเรื่องโบนัสก็จะมีมอบให้ทุกคนที่สร้างผลงานได้ดีตั้งแต่ระดับบนสุดถึงล่างสุดครับ

ผมบริหารงานภายใต้เหตุผลที่ว่า ‘เราคือคนในครอบครัวเดียวกัน’ EVE’s จะดูแลตัวแทนจำหน่ายไปถึงชีวิตส่วนตัวและครอบครัวของเขา ผมต้องการสร้างเครือข่ายธุรกิจที่ดีที่สุด เพื่อดูแลกลุ่มคนที่ดีที่สุด

เพราะพวกเราคือครอบครัว พวกเรามี  DNA เดียวกันครับ

  1. ตอบแทนสังคม

แนวคิดที่ทำให้ผมต้องการตอบแทนสิ่งดี ๆ กลับคืนสังคมนั้นไม่มีอะไรซับซ้อนเลยครับ คิดว่าเมื่อเราได้รับมามากพอแล้วเราก็ควรมอบกลับคืนไปบ้าง เปลี่ยนตัวเองจากการเป็นผู้รับมาเป็นผู้ให้เพื่อตอบแทน

จึงตั้งใจว่าใน 1 ปี EVE’s จะต้องสร้างอาคารเรียนให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ด้อยโอกาสอย่างน้อย 1 หลัง

EVE’s จะจัดกิจกรรมนี้ทุกปี อยากให้เด็ก ๆ ได้มีที่เรียน ให้พวกเขาได้รับการศึกษา ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยลดปัญหาสังคมทุกวันนี้

EVE’s จะเข้าไปเปลี่ยนอาคารเรียนที่ทรุดโทรมให้กลับมามีสภาพที่ดีขึ้นภายใต้งบประมาณขององค์กร เพื่อให้สิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละปีเป็นผลงานร่วมของทุกคนใน EVE’s

(ภาพประกอบ)

ส่วนกิจกรรมช่วยเหลือคนไทยด้วยกันในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศที่ประสบปัญหาจากภัยธรรมชาติ ไม่ว่าจะอุทกภัยหรืออะไรก็ตาม EVE’s พร้อมเสมอกับภารกิจเพื่อสังคมเหล่านี้

(ภาพประกอบ)

ในอนาคต EVE’s จะรับกลุ่มคนที่เป็นดาวน์ซินโดรมเข้ามาร่วมเป็นทีมงานเดียวกันด้วยเหตุผลที่ว่า เราเชื่อในศักยภาพของคนกลุ่มนี้ พวกเขาทำงานได้ พวกเขาควรได้รับการยอมรับ พวกเขาสามารถอยู่ร่วมกับคนในสังคมได้

และพวกเขาควรได้รับโอกาสในการแสดงศักยภาพที่มีออกมา 

ผมต้องการให้ผู้ที่เป็นดาวน์ซินโดรมได้รู้สึกถึงคุณค่าของตัวเอง พวกเขาจะภูมิใจที่รู้ว่าสามารถทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นได้ และต้องดีใจหากรู้ว่าสังคมพร้อมเปิดรับให้พวกเขาได้ใช้ความสามารถเท่าที่มีในการทำงานและเลี้ยงดูตัวเอง

นโยบาย 3 ต. ของ EVE’s จะมีขึ้นและมีอยู่เพื่อทุกคนตลอดไป

EVE’s ใช้ความจริงใจที่มีต่อทุกฝ่ายสร้างความยั่งยืนให้องค์กรมายาวนาน แต่เหนือกว่าอะไรทั้งหมด ผมเชื่อว่านอกจากปัจจัยมากมายแล้ว สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากและผมคิดว่าคนที่เป็นผู้นำองค์กรควรต้องมี

นั่นคือเรื่องของสัจจะและการรักษาคำพูดครับ

การเป็นผู้นำกับการรักษาสัจวาจาควรเป็นสิ่งที่มาคู่กัน พูดอะไรไว้ รับปากอะไรไว้ต้องทำให้ได้ ผมยึดถือสิ่งนี้มาตลอด จึงคิดว่าการจะสร้างความเชื่อถือและเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นภายในใจของลูกค้าและตัวแทนจำหน่ายนั้นผมแทบไม่ต้องทำอะไรเลย

แค่รักษาคำพูดของตัวเองครับ เท่านั้นพอ หากไม่มั่นใจหรือรู้ว่าทำไม่ได้ผมจะไม่พูดออกมาเด็ดขาด

ทั้งหมดนี้หลอมรวมกันเป็นฐานที่แข็งแกร่งให้ EVE’s มาโดยตลอด พวกเรามีรูปแบบการทำงานที่ชัดเจนภายใต้อาณาจักรของกลุ่มคนที่มี DNA เดียวกัน ผูกพันกันด้วยความปรารถนาดีอย่างจริงใจ

ที่สำคัญคือทั้งลูกค้าและตัวแทนจำหน่ายดีต่อผมเหลือเกิน ไม่ต้องขอบคุณผมครับ ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณในทุกความรู้สึกดี ๆ ที่มีต่อกันมา และมีค่ามากมายสำหรับผม

EVE’s อยู่ได้ด้วยความเชื่อมั่นของลูกค้า และเติบโตจากความตั้งใจจริงของตัวแทนจำหน่ายครับ

DNA

18

สร้างความหลากหลายให้สินค้า

“การผลิตสินค้าที่หลากหลาย เป็นอีกแนวทางที่จะทำให้ธุรกิจไปได้อีกไกล”

ผมเชื่อว่าในธุรกิจเครื่องสำอางออนไลน์ปัจจุบันจนถึงอนาคต EVE’s จะต้องก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำในทุกด้าน ไม่เคยกังวลกับการที่ต้องมีคู่แข่งทั้งเก่าและใหม่ รู้สึกดีใจและชื่นชมด้วยซ้ำหากได้เห็นแบรนด์อื่นประสบความสำเร็จตามกันมา

ไม่เคยกลัวว่าจะมีแบรนด์อื่นมากินส่วนแบ่งทางการตลาด เพราะผมมุ่งมั่นอยู่กับธุรกิจของตัวเอง ผมเน้นขายความเป็น EVE’s มั่นใจในคุณภาพของสินค้าเพราะผลิตเอง จึงรู้ถึงส่วนผสมและการผลิตทุกขั้นตอน

หลังจากนี้ผมมองไปที่ยอดขายระดับพันล้านเท่านั้นครับ

เราจะคิดค้นผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ออกมาเรื่อย ๆ เพียงแต่ไม่ให้ถี่เกินไปในแต่ละช่วง จะเว้นให้เกิดการจับตารอ และที่ผ่านมาทุกการเปิดตัวสินค้าใหม่ของเราดึงดูดความสนใจลูกค้าและตัวแทนจำหน่ายได้มากมายเสมอ

เห็นได้จากทุกครั้งที่ EVE’s เปิดตัวสินค้าใหม่จะมียอดสั่งซื้อเข้ามาทันทีไม่ต่ำกว่า 10,000-20,000 ชิ้นโดยที่เรายังไม่ได้ทำการตลาด และบ่อยมากที่เปิดตัวไม่กี่วันแต่สินค้าขาดตลาดทันที

นั่นเป็นเพราะตัวแทนจำหน่ายของเราใช่ว่าจะขายอย่างเดียว แต่พวกเขาก็ใช้สินค้าของ EVE’s ด้วย

EVE’s มีแผนการผลิตสินค้าที่หลากหลาย เพราะผมเชื่อว่าจะเป็นแนวทางสำคัญที่ทำให้ธุรกิจก้าวไปได้อีกไกล ตัวแทนจำหน่ายมั่นใจได้เลยว่า EVE’s จะไม่หยุดแค่นี้ เราจะพยายามเสริมทุกเหลี่ยมมุมขององค์กรให้คมอยู่เสมอ

ผมมองเส้นทางการขับเคลื่อนธุรกิจไว้ที่ 3 ระยะ คือ ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว แต่คงโฟกัสไว้ที่ระยะสั้นคือปัจจุบัน กับระยะกลางคือประมาณ 3 ปีข้างหน้าซึ่งผมคิดว่ากำลังดีและเหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบันที่สุด

ใน 3 ปีข้างหน้านี้แบรนด์ของเราจะยิ่งพัฒนาและเติบโตแบบไม่มีขีดจำกัด และจะเป็น 3 ปีแห่งความยิ่งใหญ่ของ EVE’S ที่จะเรียกเสียงฮือฮาจากลูกค้าและตัวแทนจำหน่ายได้แบบคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

ส่วนในระยะยาวผมคิดว่าเราคงไม่วางแผนไกลไปถึง 10 ปี เพราะแผนที่วางกันวันนี้อาจไม่ตอบโจทย์ในอีก 10 ปีข้างหน้า เช่นเดียวกับเรื่องที่เราเคยคิดไว้เมื่อ 10 ปีก่อนก็อาจไม่ใช่สำหรับวันนี้

สิ่งที่ผมเชื่อว่าจะใช้ได้แน่นอนและจะเป็นเทรนด์ที่อยู่ได้นานน่าจะมองกันแค่ระยะสั้นกับระยะกลางเท่านั้น และในอนาคตอันใกล้นี้สิ่งที่ EVE’S ยังต้องการเพิ่มมากขึ้นคือคนเก่งครับ

คนเก่งคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะเข้ามาร่วมพัฒนา EVE’S ไปด้วยกัน และในช่วงเวลาหลังจากนี้ผมจะมองหาคนเก่งเข้ามาเสริมทีม ซึ่งนั่นก็ต้องอยู่ที่ว่าเราจะได้เจอคนเก่งแบบไหน และเขาสามารถเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรของเราได้หรือไม่

ประสบการณ์ของผมจะเป็นตัวคัดกรองเอง

นับถึงวันนี้หากมองในแง่มุมธุรกิจ ผมเชื่อว่า EVE’S มีอาวุธครบมือแล้ว เรามีโรงงาน เจ้าของแบรนด์มีความรู้ มีเพื่อนร่วมงานที่เก่ง มีสุดยอดทีมขาย

ที่สำคัญคือเรามีสตอรี่แบรนด์…แบรนด์ของเรามีชีวิตครับ

ส่วนในแง่ของผู้ใช้ ใครที่ยังไม่เคยรู้จัก EVE’S ผมอยากให้ลองเปิดใจกับทุกผลิตภัณฑ์ของเรา ที่ผ่านมาคุณอาจไม่รู้ว่าผลิตภัณฑ์ที่คุณเคยใช้มีที่มาอย่างไร แต่ถ้าคุณอยากรู้จัก EVE’S ในทุกกระบวนการผลิต คุณเข้ามาชมได้ทันทีที่โรงงาน

ผมจึงกล้าพูดว่าทุกผลิตภัณฑ์ของ EVE’S ไม่มีคุณสมบัติด้านใดด้อยไปกว่าแบรนด์อื่นเลย

DNA

19

ไม่ทิ้งคนที่เคยสนับสนุน

“เมื่อได้ร่วมมือร่วมใจกันแล้วจะไม่มีการทิ้งใคร และพวกเราต้องไปด้วยกัน”

สำหรับผู้ที่สนใจอยากเข้าร่วมเป็นตัวแทนจำหน่ายของ EVE’s ผมแนะนำว่า ขั้นแรกคุณต้องเริ่มต้นจากการใช้สินค้าของเราก่อน จะเป็นผลิตภัณฑ์ตัวใดชนิดใดก็ได้

ลองสำรวจตัวเองว่ามีจุดบกพร่องตรงไหน ผิวหน้าหรือผิวกาย แล้วเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยดูแลในจุดนั้น ๆ เพื่อให้เห็นผลในตัวเองเสียก่อน แล้วค่อยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเรา วิธีนี้จะทำให้คุณเป็นตัวแทนจำหน่ายได้อย่างมั่นใจที่สุด

ทุกผลิตภัณฑ์ของ EVE’s เราเน้นให้ตัวแทนจำหน่ายใช้จริงแล้วนำเสนอผลที่ได้กับตัวเองออกมา เป็นการขายที่ไม่หลอกลวง เพราะคุณใช้แล้วดีจริงจึงมั่นใจที่จะขาย นี่คือรูปแบบการขายสินค้าที่ตรงไปตรงมาที่สุดแล้วสำหรับ EVE’s

ซึ่งก็คือขายจากประสบการณ์ของตัวเองครับ

การเป็นผู้ใช้จริงเท่านั้นที่จะทำให้เรากลายเป็นผู้ขายที่มั่นใจและกล้าขายสินค้าที่เราเคยใช้เอง

ส่วนคนที่อาจเชื่อมั่นว่าตัวเองเคยเป็นนักขายมือหนึ่งมาจากที่อื่น และเข้ามาพร้อมทีมขายเพื่อขอรับสินค้าไปขายทันที ผมก็ยังยืนยันว่าคุณควรจะเริ่มจากการทดลองใช้จริงก่อนขายเท่านั้นครับ ทุกคนควรไปเริ่มที่จุดสตาร์ทเดียวกัน

ถ้าแค่เชื่อมั่นว่าตัวเองมีเงินหรือขายเก่งแต่ไม่คิดจะศึกษาแบรนด์เลยผมคงต้องเชิญให้ไปที่อื่น เพราะที่นี่คือ EVE’s พวกเราไม่จำเป็นต้องรับใครเข้ามาเพียงเพราะรวยหรือเก่ง แต่มีแนวคิดและทัศนคติที่แตกต่างไปจากพวกเรา

ผมเปิดรับเฉพาะคนที่มีหัวใจและ DNA เดียวกัน เมื่อ EVE’s มีเป้าหมายที่จะแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าเราก็ต้องเริ่มทดลองกับตัวเองก่อนจนเห็นผล แล้วจึงกล้านำเสนอและกล้าขายในสิ่งที่ตัวเองได้สัมผัสแล้วจริง ๆ ผมต้องการแค่นี้

ลองตรวจสอบตัวเองก่อนก็ได้ครับว่าคุณมี DNA EVE’s อยู่ในสายเลือดหรือเปล่า

ข้อ 1 คุณซื่อสัตย์ต่อตัวเองและลูกค้าหรือไม่ กล้านำเสนอความจริงกับลูกค้าโดยไม่หลอกตัวเองแล้วหรือยัง

ข้อที่ 2 คุณจริงใจกับอาชีพนี้แค่ไหน และจะทำมันด้วยความตั้งใจหรือไม่ หรือคิดจะทำเพียงเพื่อให้ได้เงินแล้วจบ โดยไม่คิดจะส่งต่อความจริงใจไปเรื่อย ๆ ในรูปแบบพี่น้องครอบครัวเดียวกันเหมือนที่พวกเราชาว EVE’s ทำมาตลอด

ข้อ 3 คุณพร้อมจะแบ่งปันสิ่งดี ๆ ที่ได้รับจากธุรกิจนี้ต่อไปยังคนอื่น ๆ อย่างที่คุณเคยเป็นฝ่ายได้รับมาหรือไม่

แค่นี้เองครับ พวกเราชาว EVE’s มีความเป็นอยู่ง่าย ๆ แบบนี้ ที่นี่มีแต่ความจริงใจและปรารถนาดีต่อกัน ทุกคนพร้อมช่วยเหลือเกื้อกูลกันเสมอเมื่อมีใครสักคนต้องการ บ้านหลังนี้ของพวกเราอบอุ่นที่สุด

ผมรักแบรนด์และทีมของผมมาก ไม่เคยต้องการหยิบความรักและปรารถนาดีที่มีต่อกันไปแลกกับเงินทองหรือยอดขาย และผมยืนยันในสัจวาจานี้เสมอมา

ครั้งหนึ่งเคยมีคนติดต่อขอซื้อสินค้า EVE’s หลายพันชิ้น ครั้งนั้นหากยอมขายนั่นหมายถึงผมทรยศตัวแทนจำหน่ายและไม่รักษาสัจจะ เพราะเคยพูดไว้แล้วว่าผมจะไม่ขายสินค้าให้ใครเลยนอกจากตัวแทนจำหน่ายเท่านั้น

จริง ๆ แล้วหากแอบขายก็ไม่มีใครรู้ แต่ผมรักษาสัจจะของตัวเอง เพราะสุดท้ายแล้วคนที่มาขอซื้อสินค้าจำนวนมากขนาดนี้เขาก็จะนำสินค้ากลับสู่ตลาด และก็จะเข้าสู่วงจรเดิมคือการนำมาขายตัดราคาตัวแทนจำหน่ายของเรา

ต่างอะไรกับการที่ผมหยิบมีดหยิบปืนส่งให้คนอื่นนำมาไล่ยิงไล่ฆ่าตัวแทนจำหน่ายของผมเอง

แบบนั้นเรียกว่าทรยศคงไม่พอครับ แต่ยังเป็นการทำร้ายคนที่ผมรักด้วย ซึ่งพวกเขาเองก็รักผม และหากผมเลือกจะทำท้ายที่สุดตัวแทนจำหน่ายตัวเล็ก ๆ ของ EVE’s ก็จะค่อย ๆ ตายไปโดยมีผมเป็นคนทรยศอาชีพตัวเอง

แต่ถามว่า ในเส้นทางธุรกิจผมเคยทรยศคำพูดตัวเองไหม…ตอบตรง ๆ ว่าเคยครับ

ครั้งหนึ่งผมเคยพูดไว้ว่าจะนำ EVE’s เข้าตลาดหลักทรัพย์ เชื่อว่ามีหลายคนจำคำพูดนี้ได้ และตัวแทนจำหน่ายของ EVE’s ทุกคนก็น่าจะไม่ลืมคำพูดนี้ของผม

เหตุที่พูดเพราะครั้งนั้นผมเคยคิดว่าหาก EVE’s เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้ พวกเราทุกคนจะดีขึ้น คิดว่าธุรกิจของเราจะต้องดี รุ่งเรืองและส่งผลให้ตัวแทนจำหน่ายทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้นตามไปด้วย

นั่นคือผมพูดในวันที่ยังมีความรู้ไม่มากพอ

แต่แล้วเมื่อได้ศึกษา ได้เรียนรู้จนเริ่มมีความเข้าใจมากขึ้น ผมเปลี่ยนใจทันทีครับ หากนำธุรกิจเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ คนแรกที่จะได้ประโยชน์คือผม ผมเป็นฝ่ายได้เงิน ผมได้ประโยชน์คนเดียว

แต่อย่าลืมว่าเมื่อมีคนได้ก็ต้องมีคนเสีย และคนที่จะต้องเจ็บตัวก็คือตัวแทนจำหน่ายทั้งหมด

เมื่อรู้แน่ชัดแล้วผมจำเป็นต้องทรยศคำพูดตัวเองเพื่อรักษาชีวิตตัวแทนจำหน่ายไว้ เราจะไม่ทิ้งใครไว้ระหว่างทาง EVE’s ต้องไปด้วยกันทุกคนทุกระดับ ความรักความผูกพันของพวกเราชาว EVE’s มีค่ามากกว่าเงินมหาศาล

ทุกวันนี้การมีชีวิตที่ดีขึ้นของตัวแทนจำหน่ายถือเป็นหนึ่งในความสุขของชีวิตผม ผมมีความสุขมากเมื่อได้พบเจอพวกเขาทุกคน จึงพยายามหากิจกรรมให้พวกเราได้มาพบปะกัน ปีละครั้งสองครั้งต้องมีครับ

พวกเราทำธุรกิจร่วมกันมา วันใดที่เห็นตัวแทนจำหน่ายมีความสุขเราก็สุขไปด้วย ได้เห็นลูกหลานของเขามาวิ่งเล่นกันสนุกสนาน เห็นเขาออกรถใหม่ ซื้อบ้านใหม่ อะไรจะสุขไปกว่านี้ล่ะครับ สุขที่มีเงินมากคงไม่เท่ากับสุขที่ได้เห็นภาพเหล่านี้

หลังจากนี้เราคงต้องเฝ้ามองดูการเปลี่ยนแปลงของโลกไปด้วยกัน เพื่อวางแผนธุรกิจให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น โลกอยู่ได้เราก็ต้องอยู่ได้ EVE’s พร้อมจะปรับเปลี่ยนมุมมองและมุมการบริหารธุรกิจไปตามโลกเช่นกัน

แต่สิ่งที่จะไม่เปลี่ยนแปลงเลยคือความสัมพันธ์ระหว่าง EVE’s กับตัวแทนจำหน่าย และระหว่าง EVE’s กับลูกค้า EVE’s คือแบรนด์สร้างคน EVE’s คือแบรนด์สร้างความผูกพัน และ EVE’s คือแบรนด์สร้างชีวิต

โลกหลังจากนี้ต้องเปลี่ยนแน่นอนอยู่แล้ว ไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง แต่ลองได้ร่วมมือร่วมใจกันแล้ว EVE’s จะไม่มีการทิ้งใครไว้ระหว่างทาง พวกเราต้องไปด้วยกัน

ต่อให้โลกเปลี่ยน แต่ความสัมพันธ์ที่สวยงามของชาว EVE’S จะยังเหมือนเดิมเสมอ