พร้อมส่งผิวสวยแล้ว..วันนี้

พร้อมส่งผิวสวยแล้ว..วันนี้

พร้อมส่งผิวสวยแล้ว..วันนี้

OUR BEST SELLERS

HORSE PLACENTA
ESSENTIAL SERUM

BIOMILD SOOTHING CREAM

BOOSTER WHITE
BODY CREAM

เพราะ ความปลอดภัยของคุณ

ต้องมาก่อนเสมอ

การันตีปลอดสารอันตรายได้ 100% เพราะเราคือผู้ผลิตเอง

เพราะการผลิตแบบ OEM (จ้างโรงงานให้พลิต) มีเงื่อนไขและข้อจำกัดมากมายที่ทำให้ทางแบรนด์ไม่สามารถควบคุมตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานได้ ทุกขั้นตอน

ปี 2019 แบรนด์ EVE’S จึงได้ก่อตั้ง บริษัท เนจไซเอนซ์ จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานผลิตครื่องสำอางของตนเอง จนกลายเป็นแบรนด์ออนไลน์เจ้าแรกและเจ้าเดียวที่มีโรงงานผลิตเป็นของตัวเอง

เพราะ ความปลอดภัยของคุณ

ต้องมาก่อนเสมอ

การันตีปลอดสารอันตรายได้ 100% เพราะเราคือผู้ผลิตเอง

เพราะการผลิตแบบ OEM (จ้างโรงงานให้พลิต) มีเงื่อนไขและข้อจำกัดมากมายที่ทำให้ทางแบรนด์ไม่สามารถควบคุมตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานได้ ทุกขั้นตอน

ปี 2019 แบรนด์ EVE’S จึงได้ก่อตั้ง บริษัท เนจไซเอนซ์ จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานผลิตครื่องสำอางของตนเอง จนกลายเป็นแบรนด์ออนไลน์เจ้าแรกและเจ้าเดียวที่มีโรงงานผลิตเป็นของตัวเอง

SMART STORY & INSPIRATION OF

รู้จักให้...ก่อนที่จะเป็นผู้รับ...

นึกถึงส่วนรวมมากกว่านึกถึงตัวเอง….
นี่แหละค่ะคือเหตุผล
ที่ทำให้เรา 3 คนอยู่ด้วยกันมา

SMART STORY & INSPIRATION OF

รู้จักให้...ก่อนที่จะเป็นผู้รับ...

นึกถึงส่วนรวมมากกว่านึกถึงตัวเอง…. นี่แหละค่ะคือเหตุผล
ที่ทำให้เรา 3 คนอยู่ด้วยกันมา

VIDEO CLIP

EVE'S STORY

ติดตามข้อมูลและความเคลื่อนไหวที่ผ่านมา
ของเราผ่านคลังวิดีโอคลิป รวมถึงรายละเอียด
ที่มีประโยชน์อื่นๆ เพื่อสุขภาพผิวของคุณ

ติดตามข้อมูลและความเคลื่อนไหวที่ผ่านมา
ของเราผ่านคลังวิดีโอคลิป รวมถึงรายละเอียด
ที่มีประโยชน์อื่นๆ เพื่อสุขภาพผิวของคุณ

VIDEO CLIP

EVE'S STORY

ติดตามข้อมูลและความเคลื่อนไหวที่ผ่านมาของเราผ่านคลังวิดีโอคลิป รวมถึงรายละเอียดที่มีประโยชน์อื่นๆ เพื่อสุขภาพผิวของคุณ

อวดผิวสวยด้วยแบรนด์

  • Svg Vector Icons : http://www.onlinewebfonts.com/icon
ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ผิวสวยกระจ่างใสของคุณกับแบรนด์อีฟส์ ด้วยภาพสุดสวยบอกเล่าเรื่องราวของคุณในสไตล์ที่เป็นตัวของคุณเอง หรือติด Hash Tag #EVES บน Instagram ของคุณ

อวดผิวสวยด้วยแบรนด์

  • Svg Vector Icons : http://www.onlinewebfonts.com/icon
ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ผิวสวยกระจ่างใสของคุณกับแบรนด์อีฟส์ ด้วยภาพสุดสวยบอกเล่าเรื่องราว
ของคุณในสไตล์ที่เป็นตัวของคุณเอง หรือติด Hash Tag #EVES บน Instagram ของคุณ

อวดผิวสวยด้วยแบรนด์

  • Svg Vector Icons : http://www.onlinewebfonts.com/icon
ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ผิวสวยกระจ่างใสของคุณกับแบรนด์อีฟส์ ด้วยภาพสุดสวยบอกเล่าเรื่องราว
ของคุณในสไตล์ที่เป็นตัวของคุณเอง หรือติด Hash Tag #EVES บน Instagram ของคุณ

WHITE REVEAL

BRIGHTENING CREAM GEL

ครีมเจลอีฟส์

ผิวฉ่ำอิ่มน้ำ ลดรอยสิว ฝ้า กระ
จุดด่างดำ ผิวหน้ากระจ่างใส

390 BAHT

BOOSTER WHITE

BODY CREAM

บูสเตอร์

ครีมบำรุงผิวสูตรเข้มข้น ผสานด้วย
สารกลุ่ม Whitening ที่ช่วยทำให้ผิว
กระจ่างใส ลดรอยแตกลาย

390 BAHT

HORSE PLACENTA

ESSENTIAL SERUM

เซรั่มรกม้า

สารสกัดพลาเซนต้าที่ได้จากม้า
ลดรอยสิว ฝ้า กระ จุดด่างดำ
ผิวหน้าขาว

790 BAHT

BIOMILD

SOOTHING CREAM

ไบโอมายด์

ลดสิว ผดผื่น ช่วยลดการ
ระคายเคือง บรรเทาอาการแพ้
แสบและคัน

690 BAHT

CUSTOMER REVIEWS

รีวิวจากผู้ใช้อีฟส์

HORSE PLACENTA
ESSENTIAL SERUM

BIOMILD SOOTHING CREAM

BOOSTER WHITE
BODY CREAM

SMART STORY & INSPIRATION OF

รู้จักให้...ก่อนที่จะเป็นผู้รับ...

นึกถึงส่วนรวมมากกว่านึกถึงตัวเอง…. นี่แหละค่ะคือเหตุผล
ที่ทำให้เรา 3 คนอยู่ด้วยกันมา

ความพึงพอใจ
ของลูกค้า

คือ ความสำเร็จที่แท้จริง...

0

*

*

*

X
วงล้ออีฟส์หมุนปั๊บลุ้นรับโชค

กรุณาทำการ เข้าสู่ระบบ สมาชิกเพื่อลุ้นรับโชค

ออกจากเกม

DNA

1

จุดเริ่มต้นสำคัญเสมอ

“ด้วยความเป็นพี่ สิ่งที่ทำให้ผมมีมากกว่าน้อง ๆ คือ การเป็นผู้นำ การเป็นหัวหน้า และการรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น”

ผมเติบโตมาในครอบครัวใหญ่ที่อบอุ่น และเพราะมีสถานะเป็นพี่ชายคนโตจึงถูกปลูกฝังมาตลอดให้รู้จักเสียสละและแบ่งปัน โดยผู้ใหญ่เป็นฝ่ายทำสิ่งเหล่านี้ให้เด็ก ๆ รุ่นผมได้เห็นและซึมซับความมีน้ำใจต่อกันอยู่ตลอด

หนึ่งในภาพจำติดตาของผมคือการที่มักเห็นผู้ใหญ่ในครอบครัวเสียสละให้ลูก ๆ หลาน ๆ ได้ล้อมวงกินข้าวกันจนอิ่มก่อนทุกมื้อ เราได้เห็นการตักอาหารให้กัน การเฉลี่ยอาหารแต่ละอย่างให้ทุกคนได้กินด้วยกันอย่างเต็มที่

สิ่งเหล่านี้ตกทอดมาตั้งแต่รุ่นคุณยาย รุ่นคุณแม่ และจนมาถึงรุ่นผม

ด้วยความเป็นพี่ สิ่งที่ทำให้ผมมีมากกว่าน้อง ๆ คือ การเป็นผู้นำ การเป็นหัวหน้า การรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และการเอื้อเฟื้อน้ำใจให้แก่กัน ทั้งหมดนี้ค่อย ๆ ซึมซับสู่จิตสำนึกในแบบที่ผมเองก็แทบไม่รู้ตัว

สิ่งที่กล้าพูดได้เต็มปากคือครอบครัวผมแม้จะไม่ได้มีพื้นฐานที่ร่ำรวยแต่ทุกคนมากด้วยน้ำใจครับ

ชีวิตวัยเด็กของผมดูจะราบรื่นดี ช่วงประถมผมยังสอบเข้าโรงเรียนประจำได้ด้วยตัวเอง และการอยู่โรงเรียนประจำนี่เองที่สร้างให้ผมเป็นเด็กที่สามารถดูแลตัวเองได้ดี มีระเบียบ มีแนวคิดหลายด้านเป็นระบบและค่อนข้างโตกว่าอายุ

คิดว่ามุมมองของการเป็นผู้นำและนักวางแผนน่าจะมีจุดเริ่มต้นจากตรงนี้ ชัดเจนที่สุดคือผมมักจะชอบคุยกับรุ่นพี่ หรือกับคนที่มีอายุมากกว่า ในขณะที่กับคนวัยเดียวกันผมรู้สึกว่าเรามักจะคุยกันไปคนละแนว

การฝึกฝนตัวเองในโรงเรียนประจำของผมดำเนินไปด้วยดีเรื่อยมาถึงช่วงเรียนมัธยมต้น โดยที่ผมไม่เคยรู้เลยว่าช่วงนั้นครอบครัวประสบปัญหาอะไรบ้าง

จนวันหนึ่งเมื่อกลับมาบ้านก็ได้ยินพ่อแม่ทะเลาะกัน เข้าใจว่าเป็นปัญหาทางการเงินถึงขั้นทำให้ต้องมีการกู้ยืมเพื่อนำมาเป็นค่าเทอมของผม อีกทั้งค่าเทอมสำหรับการเรียนโรงเรียนประจำนั้นค่อนข้างสูงกว่าโรงเรียนทั่วไป

ได้ยินดังนั้นหลังจากเรียนจบมัธยมปีที่ 3 ไม่ต้องรอให้ใครมาบอกครับ ผมตัดสินใจด้วยตัวเองที่จะลาออกย้ายโรงเรียนเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในครอบครัว และเพื่อให้ภาระทางการเงินของพ่อแม่ลดลง

เชื่อว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมเรียนรู้ที่จะเห็นอกเห็นใจผู้อื่นคงเกิดจากเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน

ผมบ่มเพาะตัวเองจากสิ่งรอบข้างเรื่อยมา ได้เรียนรู้สิ่งดี ๆ ที่พ่อแม่สอนจนถึงทำให้เห็น และยังได้เรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้พบเจอ ทำให้พอจะเริ่มรู้ว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบอะไร

จึงพยายามเลี่ยงสิ่งที่ไม่ชอบ พร้อม ๆ กับการมุ่งไปหาสิ่งที่ชอบอยู่ตลอดเวลา

DNA

2

รู้จักตัวเองให้ดีพอ

“ไม่เคยมีแม้แต่ครั้งเดียว ที่คิดจะประกอบอาชีพเป็นลูกน้องคนอื่น”

การที่วันหนึ่งผมมีโอกาสเติบโตจนได้เป็นเจ้าของธุรกิจ ถือว่าไม่ใช่เรื่องที่เกินความคาดหมาย เพราะที่ผ่านมาก็รู้ตัวอยู่ตลอดว่าคงไม่สามารถเป็นพนักงานประจำองค์กรใดได้

และไม่เคยมีแม้แต่ครั้งเดียวที่คิดจะประกอบอาชีพเป็นลูกน้องคนอื่น

ความชัดเจนนี้มีมาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ จริง ๆ แล้วการเลือกเรียนเศรษฐศาสตร์ในวัยนั้นถือว่ายังไม่ได้เกิดจากความชอบส่วนตัว แต่เลือกที่จะเรียนตามเพื่อนเพราะวัยนั้นผมยังค้นหาตัวเองไม่เจอ

แต่ก็คิด ๆ อยู่บ้างว่าตัวเองเรียนสายวิทย์และเก่งคณิตศาสตร์ หากจะเรียนเศรษฐศาสตร์ก็คงได้ ยังไม่รู้หรอกว่าเรียนจบแล้วจะไปทำอะไร น่าจะไม่พ้นสายการเงินการธนาคารซึ่งก็ดูเป็นอาชีพที่ดี น่าเชื่อถือ ตอนนั้นคิดแค่นั้นจริง ๆ ครับ

มาถึงช่วงที่เรียนปี 3 ผมมีโอกาสได้ไปฝึกงานพร้อมเพื่อนอีก 2 คนในองค์กรหนึ่ง ระหว่างฝึกงานก็ค่อย ๆ รับรู้ถึงความต้องการของตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่างานออฟฟิศคงไม่ใช่ทางของผมแน่ ๆ

เพราะงานที่ได้รับมอบหมายในแต่ละวันคือการเดินเอกสาร คีย์ข้อมูลลงคอมพิวเตอร์ นั่งประจำออฟฟิศทั้งวัน คำถามที่เกิดขึ้นในใจตั้งแต่วันแรกของการฝึกงานและวันแรกของการนั่งคีย์ข้อมูลก็คือ

“กูมานั่งทำอะไรที่นี่วะ”

จนวันหนึ่งที่มีโอกาสได้เข้าร่วมประชุมกับกลุ่มผู้บริหารและเจ้าหน้าที่องค์กร ระหว่างที่นั่งรอประชุมผมกระซิบถามเพื่อนอีก 2 คนว่า

“ถ้าให้ทำงานออฟฟิศทั้งวันแบบนี้ที่ดูแล้วไม่น่ามีอะไรคุ้มค่าเลย แต่ให้เงินเดือน 30,000 บาทเอาไหม

เพื่อนผมทั้งสองคนตอบเหมือนกันเลยครับ “เอาสิ” แต่ผมตอบสวนไปว่า “กูไม่เอาว่ะ กูอยู่ตรงนี้ไม่ได้แน่”

ครั้งนั้นแม้จะเป็นบทสนทนาสั้น ๆ แต่มาคิดตอนนี้ผมว่านั่นเป็นการตอกย้ำทัศนคติของตัวเองได้ชัดเจนมากว่า

ผมไม่ยอมทนอยู่กับ ‘สิ่งที่ไม่ใช่ตัวเอง’ แน่นอน

DNA

3

ลอง...เพื่อให้พบสิ่งที่ใช่

“ลองค้นหาดูว่า…จริง ๆ แล้ว ‘ตัวเองชอบอะไร’ และ ‘ใช้ชีวิตอยู่กับอะไรแล้วจะมีความสุขที่สุด’”

หลังจากฝึกงานครบตามกำหนดผมกลับไปเรียนต่อจนจบ เริ่มจะรู้จักตัวเองมากขึ้น จึงพยายามมองหา ‘สิ่งที่ใช่’ และค่อย ๆ ตัด ‘สิ่งที่ไม่ใช่’ ออกจากเป้าหมาย

ช่วงนั้นได้รู้จักและเริ่มคบหากับคุณอีฟแล้วครับ สิ่งที่มีนอกเหนือจากการเป็นคนรักกันเรายังเป็นที่ปรึกษาให้กันและกันโดยเฉพาะในเรื่องการทำงานด้วย

คุณอีฟผ่านการทำงานมาหลายองค์กร แต่ก็มีหลายครั้งที่คุยกับผมในเรื่องงานจนทำให้รู้สึกได้ว่าเขาเริ่มไม่มีความสุขกับงานที่ทำอยู่ ผมจึงบอกเสมอว่า

“ลาออกเถอะ ออกไปหาตัวเองให้เจอ ลองหางานที่ทำแล้วมีความสุขดีกว่า”

คุณอีฟเชื่อผมครับ และเริ่มที่จะออกไปลองทำงานในหลายองค์กร ไปค้นหาว่าจริง ๆ แล้ว ‘ตัวเองชอบอะไร’ และ ‘ใช้ชีวิตอยู่กับอะไรแล้วจะมีความสุขที่สุด’

ส่วนผม ช่วงที่กำลังมองหางานทำหลังเรียนจบคุณอีฟแนะนำให้เข้าไปทดลองงานในองค์กรใหญ่แห่งหนึ่งที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับเครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์มือถือ

ผมเบรกตัวเองทันทีเมื่อคิดว่าเราจะต้องเข้าไปทำงานในออฟฟิศอีกครั้ง แต่คุณอีฟที่รู้ดีว่าผมไม่ชอบงานแนวนี้ต้องรีบบอกว่า “ไม่ใช่งานออฟฟิศ นี่เป็นงานในทีมอีเวนต์

ฟังได้เท่านี้ผมเบาใจขึ้นหน่อย อย่างน้อยงานอีเวนต์ก็น่าจะสนุกกว่างานออฟฟิศอยู่แล้ว จึงตอบตกลงและเตรียมตัวเข้าไปลองสมัครตามคำแนะนำ

เพราะถ้าจะค้นหาสิ่งที่ชอบสิ่งที่ใช่ก็คงต้องลองทำดู

ตอนนั้นคาดหวังว่าตัวเองจะมีโอกาสได้เรียนรู้การทำงานนอกสถานที่ และจะได้ไปเก็บประสบการณ์ใหม่ ๆ ด้วย งานที่ต้องออกไปพบเจอผู้คน ไปจัดอีเวนต์ตามสถานที่ต่าง ๆ ไม่ซ้ำกันในแต่ละสัปดาห์แค่คิดก็น่าสนุกแล้วครับ

แต่ช่วงสัมภาษณ์งานผมกลับรู้สึกว่าตัวเองตอบคำถามไม่ได้เรื่องเลย ไม่ว่ามุมไหนก็ดูว่าไม่น่าจะทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับองค์กรได้ โดยเฉพาะการขาย ผมคงขายของไม่ได้ และพื้นฐานครอบครัวก็ไม่เคยค้าขายมาก่อน

ไม่รู้ว่าผู้สัมภาษณ์มองเห็นอะไรในตัวผม เพราะสุดท้ายแล้วผมผ่านการสัมภาษณ์และได้เริ่มทำงานกับองค์กรนี้ทันทีในตำแหน่ง ‘จ้างทำของ’ ต้องอยู่กับงานนี้ 3 เดือนโดยไม่มีการเซ็นสัญญาเป็นพนักงานประจำ จะเข้าออกเมื่อไรก็ได้

ผมเริ่มงานวันแรกโดยยังไม่รู้ว่า ‘จ้างทำของ’ ใน ‘งานอีเวนต์’ ที่ว่านี้คืออะไร ยังไม่รู้ว่าเราจะต้องทำอะไรบ้าง แต่หลังจากได้ฟังรายละเอียดของงานในระหว่างการประชุมทีม สุดท้ายก็เข้าใจและบอกกับตัวเองว่า

“อ๋อ เป็นพนักงานขายซิมโทรศัพท์นี่เอง”

DNA

4

รักษาคำพูด

“ไม่ว่าจะพูดหรือให้คำมั่นอะไรไว้… ผมไม่เคยลืม”

ในตำแหน่งงาน ‘จ้างทำของ’ หน้าที่ของผมคือต้องออกไปจัดบูธของบริษัทในห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ เน้นพื้นที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน องค์กรจะส่งทุกคนในทีมออกไปประจำตามบูธเพื่อกระตุ้นยอดขายซิมโทรศัพท์มือถือ

ผมต้องคอยแนะนำให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาได้รู้จักผลิตภัณฑ์ของเราว่า ดีกว่าของค่ายอื่นอย่างไร เพื่อดึงเขาเข้ามาเป็นลูกค้ารายเดือนให้ได้ แม้จะผิดคาดกับสิ่งที่คิดไว้อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้นึกเสียใจอะไรกับงานนี้

ตอนนั้นคิดแค่ว่า “ลองทำดูก็ได้วะ มันก็ไม่ได้เสียหายอะไรนี่หว่า”

ช่วงแรกของการทำงานมีเพื่อนถามบ่อยเหมือนกันว่า “จบเศรษฐศาสตร์มาทำงานแบบนี้ทำไม” คำตอบของผมคือ “ก็ไม่ได้อยากทำหรอก” แน่นอนครับว่าไม่ได้ตอบออกไป ผมแค่คิดอยู่ในใจ เมื่อต้องตอบจริง ๆ ก็มักเลี่ยงว่า

“ทำไปพลาง ๆ ระหว่างรองานอื่นแค่นั้นแหละ เดี๋ยวครบ 3 เดือนตามสัญญาผมก็ไปแล้ว” และนั่นเป็นเหมือนคำประกาศให้ทุกคนรับรู้ตรงกันว่า ครบ 3 เดือนเมื่อไรไอ้หมอนี่ไปแน่นอน

ตลอดช่วง 3 เดือนผมพยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดแม้จะรู้ตัวอยู่ตลอดว่าคงทำงานในองค์กรไหนไม่ได้ เพราะชีวิตยังต้องการอิสระที่จะทำอะไรเพื่อตัวเองอยู่มาก แต่บางความรู้สึกก็บอกตัวเองเสมอว่านี่ไม่ใช่ชีวิตแบบที่ต้องการเลย

สิ่งหนึ่งที่ช่วยปลุกแรงบันดาลใจให้ผมได้มากในช่วงนั้นคือ ระหว่างการออกบูธหากช่วงไหนมีคนน้อยหรือไม่มีลูกค้า ผมจะนั่งอ่านหนังสืออยู่ตลอดเวลา และก็เป็นหนังสือประเภทเสริมความคิดที่จะมุ่งสู่ความสำเร็จทั้งนั้น

หนังสือ ‘พ่อรวยสอนลูก’ เป็นหนึ่งในหนังสือหลายเล่มที่ผมเลือกอ่าน บางเล่มช่วยสร้างทัศนคติที่ดี บางเล่มช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เราไม่ยอมหยุดอยู่กับที่ บางเล่มช่วยสร้างแนวคิดสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจ

และบางเล่มก็ชี้ช่องทางให้เราก้าวสู่การเป็นเจ้าของเงินล้านแรกในชีวิต

จนผมต้องหยิบกระดาษแผ่นเล็ก ๆ มาเขียนตั้งคำถามเตือนตัวเองทุกวันว่า ‘เราจะมีเงินล้านได้อย่างไรดี’

เผลอแวบเดียวผมก็ทำงานกับองค์กรนี้ครบ 3 เดือน แต่ในวันสุดท้ายของการทำงานปรากฏว่ามีข่าวดีคือ ทุกคนในตำแหน่งเดียวกับผมได้รับอนุมัติให้เข้าเป็นพนักงานประจำขององค์กรพร้อมรับโบนัสจากการทำงานครั้งนี้ด้วย

ทุกคนต้องดีใจอยู่แล้ว เพราะจะได้เป็นพนักงานบริษัทแบบเต็มตัว มีเงินเดือนประจำ ภายใต้ความหวังว่าชีวิตหลังจากนี้จะต้องไปได้ดี เหมือนเป็นจังหวะของการได้เริ่มต้นชีวิตการทำงานพร้อมกันของคนในทีม

แต่ท่ามกลางความดีใจของเพื่อนฝูง ผมกลับย้อนคิดถึงสิ่งที่เคยพูดไว้ว่า “ถ้าครบ 3 เดือนจะลาออก” พูดอะไรไว้ผมไม่เคยลืม แต่คิดอยู่ว่า เราจะออกอย่างไร จะออกเดือนไหน และจะบอกหัวหน้าอย่างไรในวันที่ทุกคนกำลังตื่นเต้นกับข่าวดีนี้

จนเมื่อมีเพื่อนเดินมาถามว่า “มึงจะลาออกเดือนนี้ใช่ไหม”

ผมตอบทันที “ใช่ กูจะลาออกเดือนนี้แหละ”

DNA

5

เลือกชีวิตที่ต้องการ

“เมื่อชีวิตดำเนินมาแล้วต้องไปต่อเราควรเรียนรู้ที่จะเอาตัวรอดได้ทุกสถานการณ์”

ผมเป็นคนรักษาคำพูดครับ สิ่งใดที่ได้พูดออกไปแล้วนั่นหมายถึงผมมั่นใจว่าตัวเองจะต้องทำได้ หากทำไม่ได้ก็จะไม่พูด ไม่กล้ารับปากกับใคร

สัจจะเป็นสิ่งที่ผมเชื่อว่าจะปกป้องให้เรายื่นอยู่ในสังคมได้อย่างภาคภูมิใจ

ครั้งนั้นก็เหมือนกัน ผมตัดสินใจลาออกจากการเป็นพนักงานประจำทั้งที่เพิ่งได้รับการบรรจุยังไม่ครบ 24 ชั่วโมง หลังจากที่ตอบเพื่อนไปแล้วผมก็เดินไปพบหัวหน้าทันที บอกเขาไปตามตรงครับว่าจะขอลาออก

หัวหน้าแปลกใจกับการตัดสินใจของผมมาก เพราะช่วงเวลานั้นทุกคนกำลังจะมีชีวิตที่ดีขึ้น และหลายคนกำลังจะมีชีวิตใหม่ แล้วทำไมผมถึงตัดสินใจจะทิ้งอนาคตไปแบบนี้

ผมให้เหตุผลว่าจะลาออกไปเป็นเซลส์ หัวหน้ายังใจดีบอกให้กลับไปคิดใหม่ แต่ผมก็ยืนยันว่าคิดดีแล้ว จนในที่สุดเขาก็ยินยอมเซ็นอนุมัติให้ลาออกได้ตามที่ขอ

ผมไม่เคยคิดว่าการเป็นพนักงานประจำจะเป็นเรื่องเสียหายหรือไม่มีค่า เพียงแต่มันไม่เหมาะกับคนอย่างผมที่ยังอยากใช้เวลาเพื่อค้นหาให้พบว่าจริง ๆ แล้วตัวเองชอบอะไร

ลาออกแล้วก็มานั่งคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไปกับชีวิตหลังจากนี้ พอดีนึกขึ้นได้ว่ามีเพื่อนคนหนึ่งทำธุรกิจขาย ‘ลูกชิ้นปลาทอด’ และกำลังไปได้ดีถึงขั้นจะสร้างโรงงานผลิตเป็นของตัวเองเพราะกระจายแฟรนไชส์ไปแล้วหลายสาขา

ผมโทรหาเพื่อนทันทีที่คิด บอกไปว่า “กูขอซื้อรถขายลูกชิ้นพร้อมอุปกรณ์คันหนึ่ง”

เพื่อนตอบกลับมาทันทีเหมือนกัน “กูไม่ขายให้มึง อย่ามาตลก คนอย่างมึงเนี่ยนะจะขายลูกชิ้นทอด บ้าหรือเปล่า”

งานนี้ต้องย้ำกับเพื่อนครับว่าผมเอาจริง แต่ตัวเองไม่มีประสบการณ์ จะมีก็แค่เงินเก็บนิดหน่อย ที่จะกังวลก็คือทักษะการทอดลูกชิ้นที่ยากสำหรับผม แต่ก็คิดว่าจะแก้ปัญหาตรงนี้ได้ด้วยการหาคนมาช่วยทอดแทน

ปรากฏว่าเพื่อนตกลงครับ ผมเลยได้เริ่มธุรกิจการเช่าทำเลที่เลือกเองซึ่งเป็นบริเวณหน้าปากซอยหัวมุมถนน ผมยกให้เป็นทำเลระดับ 4 ดาวเพราะมีผู้คนผ่านเข้าออกตลอดวัน และผมก็ไม่รอช้า พร้อมเปิดร้านทันที

โชคที่ได้คุณป้าซึ่งเป็นเพื่อนของคุณแม่คุณอีฟมารับหน้าที่ทอดลูกชิ้นตั้งแต่วันแรก โดยเราวางระบบงานกันว่าคุณป้าเป็นคนทอดลูกชิ้น ผมจะคอยเรียกลูกค้า ยอดขายวันแรกก็พอได้ แต่ก็ได้แค่วันเดียวครับ 

เพราะเช้าวันรุ่งขึ้นคุณป้าส่งสัญญาณมาว่า ทำไม่ไหวแล้ว

และแน่นอนว่าตอนนั้นผมอยู่ที่ร้านคนเดียว

ร้านขายลูกชิ้นปลาหน้าปากซอยหัวมุมถนนของผมในตอนนั้นมีทุกอย่างครบยกเว้นคนทอด ผมไม่มีคนทอดลูกชิ้นในขณะที่พร้อมเปิดร้านแล้ว แต่จะให้ผมทิ้งไปคงไม่ได้

“เอาวะ กูทอดเองก็ได้” ผมบอกตัวเอง

ชีวิตดำเนินมาแล้วต้องไปต่อครับ เราควรเอาตัวรอดให้ได้ในทุกสถานการณ์ ผมลุยต่อทันที โทรหาเพื่อนคนเดิมเพื่อถามไปทีละขั้นตอนตั้งแต่การเตรียมน้ำมัน ปรับระดับไฟ วิธีการและระยะเวลาในการทอด ถามทุกอย่างเพื่อให้ได้ขายในวันนี้

ลูกชิ้นสามสี่ถุงแรกมีไม่สุกบ้างไหม้บ้างก็คัดออกครับ เก็บที่ดีมีคุณภาพไว้ขายลูกค้า คนเดียวทำทันบ้างไม่ทันบ้างแต่วันนั้นก็ดันยอดขายไปได้ 12 กิโลกรัม และวันถัดมายอดขายก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น

หนึ่งวันเต็มที่ต้องทำทุกอย่างคนเดียวผมเข้าใจเลยว่า ทำไมคุณป้าคนทอดลูกชิ้นจึงปฏิเสธและไม่มาช่วยผมขายอีก เพราะมันเหนื่อยมากครับ งานนี้ไม่ใช่เล่น ๆ แรก ๆ อาจจะเก้ ๆ กัง ๆ อยู่บ้างแต่ไม่นานก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง

สมองผมคำนวนตัวเลขทันทีว่า ถ้าขายได้ประมาณนี้หักต้นทุนแล้วเดือนหนึ่งเราน่าจะมีรายได้ราว ๆ 25,000 บาท

แค่นี้ผมพอใจแล้วครับ เพราะไม่ได้คิดว่าเราจะต้องรวยแบบรวดเร็ว แต่ได้ทำธุรกิจของตัวเอง ได้ใช้เวลาไปกับสิ่งที่เป็นของตัวเองจริง ๆ ผมว่ามันเป็นความรู้สึกที่ดีมาก ๆ

ช่วงนั้นถ้าคุณอีฟมาช่วยผมขายลูกชิ้นด้วยกันทั้งวันก็คงเสียโอกาสที่จะมีรายได้ทางอื่น คุณอีฟจึงหันไปรับงานพริตตี้ให้กับสินค้าต่าง ๆ ควบคู่ไปด้วย เสร็จงานแล้วก็จะแวะมาช่วยผม

เท่ากับว่าเราสองคนใช้เวลาได้คุ้มค่า เพราะจะมีรายได้ 2 ทางในแต่ละวัน และเรายังเลือกเส้นทางในแบบที่ตัวเองต้องการ เพราะชีวิตที่แสนเหน็ดเหนื่อยในช่วงนั้นมีให้เลือก 2 ทางเท่านั้นครับ

ว่าเราจะ ‘ไปกันต่อ’ หรือจะ ‘ยอมแพ้’ อยู่แค่นั้น

DNA

6

ฟังเสียงหัวใจตัวเอง

“เชื่อสิ่งที่หัวใจตัวเองบอก เพราะนั่นอาจเป็นคำตอบที่ดีที่สุดในช่วงเวลานั้น”

แม้กิจการขายลูกชิ้นปลาทอดจะมาพร้อมความเหนื่อยยากต่าง ๆ นานา แต่ผมก็สามารถดูแลกิจการมาได้นานเกือบ 7 เดือน และเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ผมรู้สึกว่าชักจะชอบอาชีพนี้ขึ้นมาแล้ว

เพียงแต่ต่อมาผมก็ต้องคิดใหม่ เพราะดูแล้วคงยึดอาชีพนี้ต่อไปได้ยาก

สิ่งที่ผมได้เจอหลังจากที่กิจการเริ่มไปได้สวยคือ เริ่มมีร้านลูกชิ้นทอดเข้ามาเปิดขายแข่งในพื้นที่ใกล้เคียง ต่อมาพื้นที่เช่าของร้านเราก็โดนขยับให้เข้าไปตั้งในจุดที่ลึกกว่าเดิมเพื่อให้มีร้านอื่นเข้ามาแทนที่

เราจึงไม่ใช่ร้านแรกที่ลูกค้าจะมองเห็นได้ชัดเจนเหมือนเคย ผมคิดทันทีว่าเราเจอวิกฤติแล้ว การที่ลูกค้ามองไม่เห็นร้านเราย่อมมีผลต่อรายได้ นี่ยังไม่รวมวันที่มีฝนตกนะครับ เพราะฝนตกเมื่อไรเราจะขายของได้น้อยมาก

เมื่อรายได้ต่อวันลดลงผมก็ต้องย้อนกลับมาวางแผนชีวิตใหม่ เลยให้คุณอีฟช่วยมองหางานในทีมอีเวนต์ต่าง ๆ ให้ เพื่อนำมาเทียบกันว่า การขายลูกชิ้นทอดกับการทำอีเวนต์ในวันนั้น ๆ งานไหนรายได้ดีกว่ากันผมก็จะเลือกงานนั้น

ผมยังสนใจงานอีเวนต์เพราะทำให้ได้ออกไปพบผู้คน ได้เข้าสังคม เหมือนได้ไปสังเกตการณ์ว่าในช่วงนั้นกระแสสังคมเป็นอย่างไรหรือมีอะไรใหม่ ๆ เกิดขึ้นบ้าง ถ้าวันไหนเลือกไปงานอีเวนต์ผมก็จะปิดร้านลูกชิ้นทอดชั่วคราวทันที

จริง ๆ แล้วผมยังอยากขายลูกชิ้นปลาทอดไปเรื่อย ๆ แต่สิ่งที่ต้องตัดสินใจทำก็อาจไม่ตรงกับที่ใจคิด เพราะเราต้องดูสถานการณ์จริงเป็นหลัก หากทำเลไม่ดี ลูกค้าเข้าไม่ถึง ขายได้น้อย เราก็พอรู้แล้วว่าคงยึดอาชีพนี้ไว้ได้ไม่นาน

สุดท้ายกิจการลูกชิ้นปลาทอดของผมก็ต้องปิดตัวลงในช่วงไม่นานหลังจากนั้น

แต่ก็ถือว่าเป็นอีกช่วงเวลาที่ทำให้ผมได้เจอจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตอีกครั้ง

ระหว่างการเตรียมจัดงานคอนเสิร์ตศิลปินจากเกาหลีใต้ซึ่งผมรับงานนี้ เมื่อเดินทางไปถึงสถานที่จัดงานพบว่ากลุ่มทีมงานที่มารับงานนี้ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นวัยมัธยมทั้งนั้น

ผมเข้าไปนั่งอยู่ในแวดล้อมของเด็ก ๆ ที่แน่นอนว่าคุยกันคนละเรื่องอยู่แล้วระหว่างเด็กมัธยมและคนวัยทำงาน งานในวันนั้นที่ผมได้รับมอบหมายคือการร้อยเชือกเพื่อทำป้ายชื่อสำหรับใช้คล้องคอแฟนคลับ

ทันทีที่ร้อยเชือก…ไม่กี่วินาทีนับจากที่ลงมือทำสมองผมแล่นไปไกลจากจุดนี้แล้ว ย้อนกลับไปในอดีต ย้อนกลับไปรื้อค้นกล่องความฝันของตัวเอง ย้อนไปคิดถึงความหวังของพ่อแม่ แล้วก็นั่งถามตัวเองในใจซ้ำไปซ้ำมาว่า

“ตั้งแต่เด็กจนโตกูเรียนดีมาตลอด กูเคยคิดอยากเป็นทนาย เป็นอัยการ กูอยากสร้างตัวเอง อยากมีเงินเป็นล้าน อยากดูแลพ่อแม่ให้สุขสบาย แล้ววันนี้กูมานั่งทำอะไรอยู่ที่นี่ จะเอาความหวังของพ่อแม่มาทิ้งที่นี่เหรอ”

ผมนั่งอยู่ตรงนั้นไม่เกิน 5 นาทีครับ ทันทีที่ฟังเสียงหัวใจตัวเองสมองก็ประมวลผลอย่างรวดเร็ว สุดท้ายผมก็วางงานทำป้ายในมือ ขอตัวไปห้องน้ำแล้วไม่กลับเข้าไปทำงานที่นั่นอีกเลย

ผมเชื่อสิ่งที่หัวใจตัวเองบอก เพราะนั่นอาจเป็นคำตอบที่ดีที่สุดในช่วงเวลานั้น

จึงชัดเจนในตัวเองอีกครั้งว่า งานอีเวนต์อาจไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการจริง ๆ และงานร้อยเชือกทำป้ายห้อยคอในวันนั้นที่ดูเหมือนเป็นงานที่ไม่ต้องใช้ความสามารถอะไรมากมายก็มาช่วยจุดประกายความคิดให้ผม

ให้ต้องคิดทำอะไรสักอย่างในชีวิตอีกครั้ง